โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คืออะไร? อาการ ความเสี่ยง และการตรวจที่ควรทราบ
ภัยร้าย เป็นอันตรายถึงชีวิต!!! ดูแลแต่เนิ่นๆป้องกันได้
หัวใจของเราทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยเฉลี่ยหัวใจเต้นประมาณ 2,500 ล้านครั้ง ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เลือดนำออกซิเจน สารอาหาร ฮอร์โมน และสารสำคัญต่าง ๆ ไปยังเนื้อเยื่อ พร้อมทั้งนำของเสียจากกระบวนการเผาผลาญออกจากร่างกาย
แม้หัวใจจะทำงานหนักแทบไม่มีเวลาพัก แต่ในคนส่วนใหญ่ หัวใจก็สามารถทำงานได้ดีเป็นเวลาหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม หัวใจและหลอดเลือดอาจค่อย ๆ เกิดความผิดปกติจากหลายปัจจัย ทั้งอาหาร การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงพันธุกรรม
หนึ่งในโรคที่สำคัญและพบบ่อยที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือ Coronary Artery Disease (CAD) หรือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
Highlight: เรื่องสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
➤ โรคหลอดเลือดหัวใจ (CAD) เกิดจากการสะสมของไขมันและคราบพลัคในผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบแคบลง
➤ โรคมักค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี และ ในระยะแรกอาจไม่มีอาการเลย
➤ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม หรือเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง แต่ในบางคน Heart Attack อาจเป็นอาการแรกของโรค
➤ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย และประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร
➤ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ ไม่ใช่โรคหลอดเลือดหัวใจโดยตรง แต่สามารถทำลายผนังหลอดเลือดและเร่งการเกิดคราบพลัคได้
➤ โรคหลอดเลือดหัวใจมีความเกี่ยวข้องกับ พันธุกรรม ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อยจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
➤โรคหลอดเลือดหัวใจอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ และนำไปสู่ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
➤ แม้โรคหลอดเลือดหัวใจจะไม่สามารถทำให้หายขาดและกลับเป็นปกติทั้งหมดได้ในทุกกรณี แต่สามารถ ควบคุมโรค ชะลอการดำเนินโรค และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก
➤ การรักษาประกอบด้วย การปรับพฤติกรรม การควบคุมปัจจัยเสี่ยง การใช้ยา และการขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดในผู้ที่มีข้อบ่งชี้
➤ การตรวจหัวใจไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างในทุกคน สิ่งสำคัญคือ เลือกการตรวจให้เหมาะกับอายุ อาการ และระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คืออะไร?
หลอดเลือดโคโรนารี (Coronary arteries) คือหลอดเลือดที่นำเลือดซึ่งมีออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เปรียบได้กับ “ท่อส่งเชื้อเพลิง” ที่ทำให้หัวใจสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นเมื่อผนังของหลอดเลือดเหล่านี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยสาเหตุสำคัญคือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจากคราบไขมัน หรือ Atherosclerosis
กระบวนการนี้เกิดจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารต่าง ๆ ภายในผนังหลอดเลือด จนเกิดเป็น คราบพลัค (Plaque)
ในระยะแรก คราบพลัคอาจยังไม่มีแคลเซียมสะสมมาก เรียกว่า Soft plaque เมื่อเวลาผ่านไป คราบบางส่วนอาจมีแคลเซียมสะสมและแข็งขึ้น กลายเป็น Calcified plaque
สิ่งสำคัญคือ คราบพลัคไม่ได้เพียงทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ แคบลงเท่านั้น คราบบางชนิด โดยเฉพาะคราบที่ยังไม่แข็ง อาจเกิดการแตกได้ เมื่อคราบแตก ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจอุดตันจนเกิด กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือ Heart Attack
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปี
- โรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันสองวัน แต่โดยทั่วไปเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี
หลายคนจึงอาจมีคราบพลัคในหลอดเลือดหัวใจโดย ยังไม่มีอาการใด ๆ
เมื่อคราบพลัคมีขนาดมากขึ้น หลอดเลือดอาจแคบลงจนเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ขณะออกกำลังกาย จึงอาจเริ่มมีอาการ
- >> เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- >> เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- >> หายใจไม่อิ่ม
- >> อาการแน่นหน้าอกขณะออกแรง
แต่ในบางคน อาการแรกของโรคหลอดเลือดหัวใจอาจเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเลยก็ได้
นอกจากนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลวและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด
การไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าหลอดเลือดหัวใจปกติเสมอไป
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้โรคหลอดเลือดหัวใจมีความสำคัญคือ โรคมักเริ่มต้นขึ้น ก่อนที่จะมีอาการเจ็บหน้าอกหลายปี
ดังนั้น แม้คุณจะยังออกกำลังกายได้ ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก และใช้ชีวิตได้ตามปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีหลอดเลือดแดงแข็งหรือคราบพลัคในระยะเริ่มต้นเสมอไป
ในทางกลับกัน การพบคราบพลัคหรือหลอดเลือดตีบบางตำแหน่งก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหามีอยู่เฉพาะบริเวณนั้น เพราะ Atherosclerosis เป็นกระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นกับหลอดเลือดทั่วร่างกาย เช่น
>> หลอดเลือดหัวใจ
>> หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดคอ
>> หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขา
>> หลอดเลือดแดงส่วนอื่น ๆ
จึงอาจมองได้ว่า Atherosclerosis เป็น โรคของระบบหลอดเลือดทั้งร่างกาย มากกว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะหลอดเลือดเส้นใดเส้นหนึ่ง
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจเริ่มขึ้นนานก่อนมีอาการ
ประเด็นสำคัญคือ โรคหลอดเลือดหัวใจมักเริ่มต้นขึ้นหลายปีก่อนที่จะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย หรืออาการเตือนอื่น ๆ
ดังนั้น การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจเสมอไป
ในปัจจุบันมีหลายวิธีที่ช่วยประเมินว่า บุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจมากน้อยเพียงใด หรือเริ่มมีหลักฐานของหลอดเลือดแดงแข็งแล้วหรือยัง เช่น
การประเมินปัจจัยเสี่ยงจากอายุ ความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัว รวมถึงการตรวจเพิ่มเติมในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ เช่น การตรวจ Coronary Artery Calcium Score (CAC) หรือการตรวจหลอดเลือดด้วยวิธีอื่นตามความเหมาะสม
การค้นหาความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ ช่วยให้สามารถปรับพฤติกรรม ควบคุมปัจจัยเสี่ยง และพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจช่วยชะลอการดำเนินโรคและลดโอกาสเกิดหัวใจขาดเลือดในอนาคต
หัวใจที่ดูเหมือนปกติในวันนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดหัวใจไม่มีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตรวจทุกอย่างให้มากที่สุด แต่คือการเลือกตรวจให้เหมาะกับ อายุ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพหัวใจอย่างแท้จริง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ?
โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างร่วมกัน เช่น
>> สูบบุหรี่
>> ความดันโลหิตสูง
>> คอเลสเตอรอลหรือ LDL สูง
>> เบาหวาน
>> น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
>> ไม่ค่อยออกกำลังกาย
>> รับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม
>> อายุที่เพิ่มขึ้น
>> มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร
อย่างไรก็ตาม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคหัวใจอย่างแน่นอน และการไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีโรคเลย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าคือการประเมิน ความเสี่ยงโดยรวมของแต่ละคน
เบาหวานทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบได้อย่างไร?
เบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายผนังหลอดเลือด และเร่งการเกิดคราบไขมันหรือคราบพลัคในหลอดเลือดหัวใจ
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง ผนังหลอดเลือดจะเกิดความเสียหายและทำงานผิดปกติได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ไขมันและคอเลสเตอรอลสะสมในผนังหลอดเลือด เกิดเป็น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และนำไปสู่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease: CAD)
นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นเบาหวานมักมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การอักเสบของหลอดเลือด การทำงานของหลอดเลือดผิดปกติ
เมื่อมีหลายปัจจัยร่วมกัน ความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบและภาวะหัวใจขาดเลือดก็จะเพิ่มสูงขึ้น
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออายุมากขึ้น
แม้โรคหัวใจและหลอดเลือดจะพบมากขึ้นตามอายุ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นโรคหัวใจเมื่ออายุมาก
การดูแลสุขภาพหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อยสามารถลดความเสี่ยงในระยะยาวได้อย่างมาก เช่น การไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่เหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ และควบคุมความดัน ระดับน้ำตาล และคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
หากตรวจพบปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การปรับพฤติกรรมร่วมกับการใช้ยาในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้
ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ยิ่งมีโอกาสป้องกันความเสียหายต่อหลอดเลือดได้ก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรง
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมได้ โดยผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง หรือลูก เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะหากเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนทั่วไป
ประวัติครอบครัวแบบไหนถือว่าเสี่ยง? : โดยทั่วไปจะให้ความสำคัญมากขึ้น หากมี ญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น พ่อหรือพี่ชายเป็นก่อนอายุ 55 ปี หรือแม่หรือพี่สาวเป็นก่อนอายุ 65 ปี
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามี โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือไม่?
คำถามนี้ไม่มีการตรวจเพียงชนิดเดียวที่เหมาะกับทุกคน
การประเมินควรเริ่มจากอายุ อาการ ปัจจัยเสี่ยง ความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติโรคหัวใจในครอบครัว ก่อนพิจารณาว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่
การตรวจที่อาจนำมาใช้ในแต่ละสถานการณ์ ได้แก่
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG)
- อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram)
- การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
- CT Calcium Score (CAC) เพื่อตรวจหาแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ
- CT Coronary Angiography (CCTA) เพื่อดูคราบพลัคและการตีบของหลอดเลือดหัวใจโดยตรง
แต่การตรวจที่มากกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าเสมอไป
เป้าหมายที่สำคัญคือ เลือกการตรวจที่ตอบคำถามทางการแพทย์ได้ตรงจุด และเหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละคน
เพราะบางคนอาจต้องการเพียงการประเมินปัจจัยเสี่ยง ขณะที่บางคนอาจได้ประโยชน์จากการตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ
หัวใจที่ไม่มีอาการในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดหัวใจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอไป
การรู้ความเสี่ยงของตนเอง และเลือกตรวจให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
The 2026 American College of Cardiology/American Heart Association Multisociety Guideline on the Management of Dyslipidemia: A More Precise—But More Complicated—Framework for Atherosclerotic Cardiovascular Disease Prevention and Treatment
2024 ESC Guidelines for the management of chronic coronary syndromes
Cardiosmart.org by American College of Cardiology | Coronary Artery Disease
Gleneagle Hospital Singapore | Coronary Artery Disease
Mayo Clinic | Coronary Artery Disease
Cleveland Clinic | Coronary Artery Disease
Last Updated 19th September, 2026.
คำถามที่พบบ่อย FAQ เกี่ยวกับ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมได้ โดยผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง หรือลูก เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะหากเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การมีประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคหัวใจแน่นอน เพราะความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร
ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร ควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ
โรคหลอดเลือดหัวใจถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมได้ โดยผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง หรือลูก เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะหากเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การมีประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคหัวใจแน่นอน เพราะความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร
ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร ควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ
โรคหลอดเลือดหัวใจรักษาให้หายขาดได้ไหม?
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) โดยทั่วไปไม่สามารถรักษาให้หายขาดจนหลอดเลือดกลับมาเหมือนเดิมทั้งหมดได้ โดยเฉพาะหากเกิดความเสียหายต่อกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว ความเสียหายบางส่วนอาจไม่สามารถย้อนกลับได้
อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก ปัจจุบันมียาและวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากในการควบคุมโรค ช่วยลดอาการ และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
โรคหลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจล้มเหลวได้อย่างไร?
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ดีเท่าที่ควร
หากเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจจะตีบแคบลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลง
เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อหัวใจอาจอ่อนแรง หรือหัวใจอาจแข็งตัวและคลายตัวได้ไม่ดี ส่งผลให้หัวใจ บีบตัวหรือรับเลือดได้ไม่เต็มที่ จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด
สารพิษในควันบุหรี่สามารถทำลายผนังหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบและเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังส่งเสริมให้เกิดการสะสมของไขมันและ คราบพลัค (Plaque) ภายในหลอดเลือด เมื่อคราบพลัคสะสมมากขึ้น หลอดเลือดหัวใจจะค่อย ๆ ตีบแคบลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) รวมถึงภาวะหัวใจขาดเลือดและหัวใจวาย
ความดันโลหิตสูงถือว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่?
ไม่ใช่ ความดันโลหิตสูง (Hypertension) และโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) เป็นคนละภาวะกัน
ความดันโลหิตสูงหมายถึง ภาวะที่แรงดันของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือดสูงกว่าปกติ หากเป็นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้ผนังหลอดเลือดเกิดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสเกิดการสะสมของคราบไขมันหรือคราบพลัคภายในหลอดเลือด
ดังนั้น ความดันโลหิตสูงไม่ใช่โรคหลอดเลือดหัวใจโดยตรง แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สามารถนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจได้ในอนาคต
อายุเท่าไรควรเริ่มตรวจหลอดเลือดหัวใจ?
ไม่มีอายุเดียวที่เหมาะกับทุกคน การตรวจควรพิจารณาจากอายุร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ และประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร
สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอาการ การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจควรเริ่มจากประวัติ ตรวจร่างกาย ความดัน ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดก่อน แล้วจึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่
ในบางคนที่ความเสี่ยงยังไม่ชัดเจน อาจพิจารณา CT Calcium Score (CAC) เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม โดยแนวทาง ACC/AHA ปี 2026 ระบุว่าสามารถพิจารณา CAC ในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงระดับ borderline หรือ intermediate หากผลตรวจจะช่วยตัดสินใจเรื่องการรักษาป้องกัน เช่น การใช้ยาลดไขมัน
ไม่มีอาการแต่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรตรวจอะไร?
ควรเริ่มจากการประเมินปัจจัยเสี่ยงโดยรวมก่อน ไม่จำเป็นต้องตรวจ CT ทุกคน
แพทย์อาจประเมินเรื่องต่อไปนี้ เช่น ความดันโลหิต LDL และไขมันในเลือด เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักและรอบเอว ประวัติครอบครัวว่าเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุเท่าไร
ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร อาจพิจารณาตรวจ Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และแนวทางปี 2026 แนะนำให้ตรวจอย่างน้อยหนึ่งครั้งในวัยผู้ใหญ่
หากหลังประเมินแล้วยังไม่แน่ใจว่าความเสี่ยงสูงเพียงใด การตรวจ CT Calcium Score อาจช่วยประเมินคราบแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจและช่วยวางแผนการป้องกันได้
Cholesterol ปกติ ยังเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบได้ไหม?
ได้ ระดับคอเลสเตอรอลปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจเสมอไป
โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น อายุ ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ พันธุกรรม และ Lp(a) ดังนั้นคนที่ LDL ไม่สูงมากก็ยังสามารถมีคราบพลัคในหลอดเลือดหัวใจได้ นอกจากนี้ ในบางคนจำนวนอนุภาคไขมันที่ก่อให้เกิดหลอดเลือดอาจยังสูง แม้ค่า LDL ดูอยู่ในเกณฑ์ปกติ การประเมินความเสี่ยงจึงไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขคอเลสเตอรอลเพียงค่าเดียว
Calcium Score 0 หมายความว่าไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่?
ไม่เสมอไป Calcium Score 0 หมายถึงไม่พบคราบแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจจากการตรวจครั้งนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีคราบพลัคทุกชนิด
CT Calcium Score ตรวจหา calcified plaque หรือคราบพลัคที่มีแคลเซียมเป็นหลัก จึงอาจไม่เห็น soft plaque หรือ non-calcified plaque โดยเฉพาะในคนอายุน้อยหรือผู้ที่โรคยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง CAC = 0 โดยทั่วไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงเหตุการณ์หัวใจในอนาคตที่ค่อนข้างต่ำ และอาจช่วยในการตัดสินใจเรื่องการป้องกันได้ในบางคน
หากมีอาการเจ็บหน้าอกหรือมีความสงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจสูง การตรวจ CAC เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และอาจต้องใช้การตรวจชนิดอื่น
CT Calcium Score กับ CCTA เลือกตรวจอะไรดี?
ขึ้นอยู่กับคำถามที่ต้องการตอบ เพราะสองการตรวจนี้มีวัตถุประสงค์ต่างกัน
CT Calcium Score (CAC) เหมาะสำหรับการประเมินความเสี่ยงในผู้ที่ยังไม่มีอาการ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มหรือเพิ่มความเข้มข้นของการป้องกันโรคหัวใจหรือไม่ การตรวจไม่ต้องฉีดสี และวัดปริมาณแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ
ส่วน CT Coronary Angiography (CCTA) เป็นการตรวจหลอดเลือดหัวใจโดยใช้สารทึบรังสี สามารถดูได้ทั้ง ตำแหน่งของคราบพลัค, soft plaque และ calcified plaque, ระดับการตีบของหลอดเลือด, ลักษณะของหลอดเลือดหัวใจ
จึงเหมาะกว่าเมื่อมีอาการที่สงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือต้องการตอบคำถามว่า “มี plaque หรือหลอดเลือดตีบจริงหรือไม่ และตีบมากแค่ไหน”
แนวทาง ESC 2024 ระบุว่า CCTA เป็นการตรวจสำคัญสำหรับการค้นหา obstructive CAD และยังสามารถตรวจพบ non-obstructive CAD ได้ด้วย
กล่าวโดยสรุป หากต้องการประเมินความเสี่ยงในคนไม่มีอาการ อาจพิจารณา Calcium Score แต่หากต้องการดู plaque และการตีบของหลอดเลือดโดยตรง การตรวจ CCTA ให้ข้อมูลมากกว่า
เกี่ยวกับผู้เขียน (Author)
อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ (Gastroenterologist and Hepatologist)
คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ | โรงพยาบาลธนบุรี
Ratchapruek Heart Clinic | Thonburi Hospital
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน ที่นี่
ปรึกษาเพื่อตรวจโรคหัวใจและโรคอายุรกรรม
หากคุณมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจประเมินสุขภาพหัวใจ หรือหากต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG และ Echo หรือตรวจเลือดเช็คสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางได้
ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์โดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer)
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดยอ้างอิงจากข้อมูลและแนวทางด้านสาธารณสุข และแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่สามารถทดแทนการให้คำแนะนำทางการแพทย์จากการตรวจรักษาจริงได้
แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้ง หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ
One Response