เจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย? สัญญานเตือนโรคหัวใจที่ไม่ควรมองข้าม!
อาการเจ็บหน้าอกเป็นอาการที่พบได้บ่อยทุกวัย และเป็นอาการที่ควรได้รับการเอาใจใส่อย่างมาก คำถามที่พบบ่อยคือ เจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย? เนื่องจากอาการเจ็บหน้าอกสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคที่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกมีการอักเสบ โรคกรดไหลย้อน ไปจนถึงโรคที่เป็นอันตราย เช่น ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผนังหลอดเลือดใหญ่กลางอกฉีกขาด เป็นต้น ซึ่งเป็นอันตรายรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความสำคัญของการประเมินอาการเจ็บหน้าอก และช่วยให้คุณสังเกตอาการเจ็บหน้าอกของตนเองว่าสัญญาณใดที่ควรรีบไปพบแพทย์ และแนวทางการตรวจประเมินขั้นถัดไปอย่างเหมาะสม
สรุปสั้นๆ เจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย?
- เจ็บแน่นกลางหน้าอกคล้ายมีของหนักมากดทับ คิดถึงโรคหัวใจ
- เจ็บร้าวไปแขนซ้าย คอ หรือกราม ย้ำว่าควรรีบพบแพทย์
- เหนื่อยง่าย ใจสั่น เหงื่อแตก นอนราบไม่ได้ ขาบวม เป็นสัญญานอันตราย
- การตรวจเลือด EKG และ Echo ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจได้
หากคุณมีอาการดังกล่าว แนะนำให้เข้ารับการ ตรวจหัวใจโดยแพทย์เฉพาะทางที่นนทบุรีเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด
อาการเจ็บหน้าอกมีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง?
- อาการเจ็บหน้าอกสามารถเกิดได้จากโรคหัวใจ ทางเดินอาหาร โรคปอด กล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งการแยกสาเหตุที่ถูกต้องแม่นยำควรได้รับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง
สาเหตุของอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่พบบ่อยแบ่งตามระบบอวัยวะได้ดังนี้
- สาเหตุอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
– กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction) หรีอ angina
– หลอดเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease)
– หัวใจวาย (heart failure)
– เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis)
– หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด (aortic dissection)
– กล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic cardiomyopathy)
– ลิ้นหัวใจผิดปกติ เช่น mitral valve prolapse, aortic stenosis - สาเหตุอาการเจ็บหน้าอกจากโรคระบบทางเดินอาหาร
– กรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux diseases)
– หลอดอาหารอักเสบหรือเป็นแผล (esophagitis or esophageal ulcer)
– หลอดอาหารหดเกร็ง (Esophageal spasm)
– แผลในกระเพาะอาหาร (peptic ulcer) - สาเหตุอาการเจ็บหน้าอกจากโรคระบบทางเดินหายใจ
– ลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดปอด (pulmonary embolism)
– ปอดอักเสบ (pneumonia)
– เยื่อหุ้มปอดอักเสบ (pleuritis)
– ปอดรั่ว (pneumothorax) - สาเหตุอาการเจ็บหน้าอกจากโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ
– กระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ (costochondritis)
– ซี่โครงหักหรือร้าว (rib fracture) - สาเหตุอาการเจ็บหน้าอกจากกลุ่มโรคอื่นๆ
– งูสวัด (Herpes zoster)
– ภาวะวิตกกังวลหรือโรคแพนิค (Panic attack)
อาการเจ็บหน้าอกมีสาเหตุมากมายโดยแต่ละโรคจะมีอาการและอาการแสดงที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีที่อาการไม่ชัดเจนอาจทำให้แยกโรคได้ยาก ซึ่งเจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย? บางครั้งอาจตอบทันทีไม่ได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้ว แพทย์มักจะมองหาโรคที่อาจส่งผลร้ายแรงก่อนเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยและมีโอกาสเสียชีวิตหากได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาไม่ทันท่วงที
แม้อาการเจ็บหน้าอกส่วนหนึ่งจะไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ แต่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องรีบวินิจฉัย
เจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย? ลักษณะอาการเจ็บหน้าอกที่ควรรีบพบแพทย์!
– เจ็บแน่นหน้าอกซีกซ้ายหรือกลางอกเหมือนมีของหนักมาทับ อาจมีเจ็บร้าวไปกราม ไหล่ หรือแขนซ้าย มักเกิดขึ้นขณะออกแรงหรือออกกำลังและอาการดีขึ้นเมื่อหยุดพัก
– มีอาการอื่นที่เกิดร่วมกับเจ็บหน้าอก ได้แก่
– มีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น เหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก นอนราบไม่ได้ ตื่นมาหอบเหนื่อยตอนกลางคืน
– คลื่นไส้อาเจียนเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม หมดสติ
– รู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
– เจ็บหน้าอกต่อเนื่องนานเกิน 15 นาทีและอาการไม่ทุเลาลงหลังพักผ่อนหรือทานยา
อาการเหล่านี้ เป็นลักษณะอาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จึงควรรีบมาตรวจประเมินอาการอย่างเร่งด่วน
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG, Echo ได้ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ นนทบุรีรู้ผลเร็วภายในวันเดียว
เจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย มีอาการเจ็บหน้าอก เสี่ยงโรคหัวใจหรือไม่?
ตรวจวินิจฉัยด้วย EKG และ Echo โดยแพทย์เฉพาะทาง
รู้ผลเร็ว นัดหมายได้ทันที
เจ็บหน้าอกซีกซ้ายกับซีกขวามีความสำคัญต่างกันไหม?
เจ็บหน้าอกข้างซ้าย เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เจ็บหน้าอกข้างขวา มักเกิดจากโรคอื่น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ กรดไหลย้อน ความผิดปกติของปอด
อาการเจ็บหน้าอก เป็นโรคหัวใจหรือกรดไหลย้อนกันแน่?
โรคยอดฮิตที่ทำให้เจ็บหน้าอกในคนไทยได้แก่โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคกรดไหลย้อน การวินิจฉัยแยกโรคที่ชัดเจนอาจต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ อย่างไรก็ตาม สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตนเองได้ดังนี้
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ/กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มีลักษณะอาการเจ็บหน้าอกแบบแน่นๆเหมือนมีอะไรมาทับหรือบีบหน้าอก มักเป็นตำแหน่งตรงกลางหรือหน้าอกซีกซ้าย และอาการเจ็บมักจะร้าวไปกราม หัวไหล่ หรือแขนซีกซ้าย อาจมีอาการหน้ามืด เหงื่อแตก ใจสั่นร่วมด้วย หากออกแรงจะเจ็บมากขึ้นและอาการดีขึ้นเมื่อหยุดพัก บางคนที่อาการรุนแรงอาจมีอาการเหนื่อยร่วมด้วย
โรคกรดไหลย้อน มักมีอาการแสบร้อนตำแหน่งตรงกลางหน้าอก อาจมีอาการร่วมอื่น เช่น เรอเปรี้ยว ขมในลำคอ รู้สึกมีอาหารไหลย้อนขึ้นบน เหมือนมีก้อนในลำคอ เป็นต้น อาการมักเป็นมากขึ้นหลังรับประทานอาหารหรือล้มตัวลงนอน
ในหลายกรณี เราอาจมีอาการไม่ชัดเจน หรือมีอาการผสมกันไป ทำให้แยกได้ยาก ในกรณีเช่นนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งโรคหัวใจและแพทย์ทางเดินอาหารเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจน เนื่องจาก แนวทางการดูแลรักษาและภาวะแทรกซ้อนมีความแตกต่างกันอย่างมาก
อาการเจ็บหน้าอกที่มักไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ มีอะไรบ้าง?
ลักษณะอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่มักไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจมีลักษณะให้สังเกตดังนี้
- เจ็บแปล๊บๆ จี๊ดๆเป็นจุด มีตำแหน่งที่กดเจ็บชัดเจน อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าเจ็บหน้าอกจากโรคกล้ามเนื้อหรือกระดูกอ่อนหน้าอกอักเสบ
- เจ็บหน้าอกมากขึ้นเวลาเปลี่ยนท่าทางของร่างกายหรือสัมพันธ์กับการหายใจ
- เจ็บหน้าอกเป็นรุนแรงขึ้นสัมพันธ์กับการขยับตัวหรือยกของหนัก
ทั้งนี้ จะต้องไม่มีลักษณะอาการหรือสัญญาณเตือนถึงโรคหัวใจดังหัวข้อข้างต้น เช่น ต้องไม่มีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น เหงื่อแตก วูบ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจว่าอาการเจ็บหน้าอกนี้เป็นโรคหัวใจจริงหรือไม่ ควรมาพบแพทย์โรคหัวใจเพื่อรับการตรวจประเมินอย่างละเอียด
เหตุใดอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจจึงอันตราย?
อาาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจมีได้หลายสาเหตุ โรคที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว ในระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง มีอาการเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ ตื่นมาหายใจเหนื่อยเวลากลางคืน หัวใจจะบีบตัวลดลงจนอาจทำให้มีอาการช็อค วูบ หมดสติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ในกรณีร้ายแรง อาจเสียชีวิตฉับพลันได้
เมื่อเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหลายรายเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว ส่วนผู้ที่รอดชีวิตแต่ได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีหรือไม่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว เนื่องจากหัวใจจะบีบตัวลดลง อาจเกิดภาวะหัวใจวายเรื้อรัง น้ำท่วมปอดเรื้อรัง ทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลประจำ มีอาการเหนื่อยง่าย ออกแรงหรือทำกิจวัตรประจำวันได้น้อย อาจมีแผลเป็นที่กล้ามเนื้อหัวใจจนทำให้การนำกระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
จะเห็นได้ว่า ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจมีความรุนแรงมาก และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ดังนั้นอาการเจ็บหน้าอกจึงเป็นสัญญานอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม และควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม
ปัจจัยเสี่ยงโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ/กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุงหรือไขมันพอกตับ
- พฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะอ้วนลงพุง มีความเครียดสะสม รับประทานอาหารแปรรูป/ไขมันสูง/โซเดียมสูง ไม่ออกกำลังกาย
- พันธุกรรม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
- ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (โรค OSA) มีประวัติครรภ์เป็นพิษ หมดประจำเดือนไว (premature menopause) โรคไตวายเรื้อรัง ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โรคอักเสบเรื้อรัง เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น
ต้องตรวจอะไรบ้างเมื่อมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก?
หากมีอาการเจ็บหน้าอก เมื่อมาพบแพทย์จะทำการประเมินสิ่งต่างๆเหล่านี้
- แพทย์จะทำการซักประวัติ วัดสัญญาณชีพต่างๆเช่น ความดัน ชีพจร ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด รวมถึงตรวจร่างกายเพื่อประเมินสาเหตุอาการเจ็บหน้าอก
- หากแพทย์ประเมินแล้ว พบว่าอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะทำการสืบค้นเบื้องต้นเพิ่มเติมเพื่อประเมินภาวะอันตรายเร่งด่วนจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลันดังนี้
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อประเมินว่ามีกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจลักษณะที่เข้าได้กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ เช่น ST segment elevation/depression, T wave inversion, new left bundle-branch block เป็นต้น
- ตรวจเลือดเพื่อประเมินเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ ประเมินการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น hs-Tropnin T, hs-Troponin I
- อาจมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีการอื่นตามความเหมาะสม เช่น เอ็กซเรย์ปอด ตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะหัวใจวายหรือน้ำท่วมปอด อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echo) เพื่อประเมินการบีบตัวของหัวใจ เป็นต้น
- ในกรณีที่อาการเจ็บหน้าอกเกิดจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน จำเป็นต้องได้รับยาเร่งด่วนและพิจารณาการสวนหัวใจ
- หากการตรวจไม่เข้ากับภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน แพทย์จะมีการพิจารณาส่งตรวจละเอียดด้วยวิธีการอื่นตามความเหมาะสม เช่น CTA coronary artery, CT coronary calcium s core, Cardiac MRI เป็นต้น
จึงเห็นได้ว่า ขั้นตอนการตรวจประเมินอาการเจ็บหน้าอก มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ผู้ประเมิน จึงจะได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด
อายุน้อย สุขภาพแข็งแรง เป็นนักกีฬา เป็นโรคหัวใจได้ไหม?
“เป็นไปได้” แม้จะอายุน้อยหรือดูแข็งแรงแบบนักกีฬาก็ไม่ได้หมายความ่าจะเสี่ยงโรคหัวใจเป็นศูนย์ โดยสาเหตุหลักที่มักพบใกลุ่มนี้ ได้แก่
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (HOCM) ซึ่งมักเป็นจากพันธุกรรมและเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการเสียชีวิตในนักกีฬา
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ บางชนิดซึ่งจะไม่แสดงอาการในภาวะปกติแต่จะแสดงอาการเมื่อหัวใจถูกใช้งานหนัก
- ความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจแต่กำเนิด
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งมักเกิดตามหลังการติดเชื้อไวรัสบางชนิด
ดังนั้น การตรวจคัดกรองสุขภาพหัวใจจึงมีความสำคัญในทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ เพื่อค้นหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และป้องกันอันตรายที่อาจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันได้
แม้ไม่มีอาการเจ็บหน้าอก แต่ต้องการตรวจสุขภาพหัวใจเบื้องต้น ต้องตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจสุขภาพหัวใจพื้นฐานที่แนะนำประกอบด้วย
- การตรวจเลือด เพื่อดูระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจและความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ
- การอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiography) เพื่อดูโครงสร้าง ขนาดและการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ ประเมินน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจและภาวะหัวใจพิการ
ในกรณีที่การตรวจพื้นฐานด้วยเครื่องมือข้างต้นพบความผิดปกติหรือจำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติม แพทย์จะทำการส่งตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น การวิ่งสายพาน (Exercise stress test), การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CTA coronary artery), การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ดูหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT coronary calcium score), ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac MRI) เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยการประเมินและแปลผลโดยแพทย์โรคหัวใจผู้เชี่ยวชาญ
การตรวจ EKG หรือ Echo ต่างกันอย่างไร?
การตรวจ EKG และ Echo เป็นการตรวจหัวใจที่ใช้บ่อย แต่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน โดยแพทย์จะเป็นผู้เลือกไช้ตามอาการและโรคที่สงสัย และในหลายกรณีจะต้องใช้การตรวจทั้งสองชนิดร่วมกันในการวินิจฉัยโรค
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG เป็นใช้เครื่องมือจับสัญญานไฟฟ้าของหัวใจซึ่งจะให้ข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับจังหวะการเต้นของหัวใจ สามารถประเมินภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นกระตุก หัวใจเต้นช้าหรือเร็วเกินไป ความผิดปกติของเกลือแร่ที่มีผลต่อหัวใจ เหมาะสำหรัลผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น เหนื่อย หน้ามืด วูบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประเมินความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจโต เป็นต้น
การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจหรือที่นิยมเรียกสั้นๆว่า เอคโค่ (Echo) เป็นการใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์เพื่อดูภาพโครงสร้างหัวใจโดยตรง สามารถบอกการทำงานของหัวใจแบบภาพเคลื่อนไหวได้ จึงทำให้สามารถเห็นโครงสร้างหัวใจที่ชัดเจน เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ การไหลเวียนของระบบโลหิต เหมาะสำหรับผู็ที่มีอาการเหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ ขาบวม ประเมินหัวใจล้มเหลว สงสัยโรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ควรตรวจ EKG หรือ Echo ดี?
โดยทั่วไปแพทย์มักเริ่มจากการตรวจ EKG ก่อนเนื่องจากตรวจได้รวดเร็วและช่วยคัดกรองภาวะฉุกเฉินได้ และหากพบความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจหรือประเมินการทำงานของหัวใจ จะพิจารณาตรวจ Echo เพิ่มเติม
การตรวจ EKG และ Echo เจ็บไหม?
การตรวจ EKG และ Echo เป็นการตรวจที่ไม่เจาะเลือดและไม่ต้องฉีดยา
- EKG เป็นเพียงติดแผ่นนำไฟฟ้าที่หน้าอก แขน และขา ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที
- Echo เป็นการใช้อัลตราซาวนด์ตรวจผ่านหน้าอก อาจรู้สึกเย็นจากเจลเล็กน้อย ใช้เวลาตรวจ 20-30 นาที
การตรวจทั้งสองชนิดเป็นการตรวจที่ไม่ใช้รังสี ไม่ต้องเจาะเลือด ใช้เวลาการตรวจไม่นาน ทราบผลทันทีและสามารถกลับบ้านได้หลังตรวจ
การตรวจ EKG และ Echo ต้องงดน้ำงดอาหารไหม?
โดยทั่วไป ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร
มีข้อแนะนำเล็กน้ย
- ใส่เสื้อผ้าที่ถอดง่าย
- หลีกเลี่ยงโลชั่นหรือครีมบริเวณหน้าอก
- พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ค่าการเต้นหัวใจที่แม่นยำ
ใครบ้างควรตรวจ EKG หรือ Echo?
แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีอาการต่อไปนี้
- เจ็บแน่นหน้าอก
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- ใจสั่น ใจกระตุก หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- หน้ามืด เป็นลม
- ขาบวม นอนราบไม่ได้
รวมถึงผู้ทีมีปัจจัยเสี่ยง เช่น
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- สูบบุหรี่
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
ควรตรวจสุขภาพหัวใจเมื่ออายุเท่าไหร่?
ในผู้ที่ไม่มีอาการ แนะนำให้เริ่มตรวจสุขภาพหัวใจตั้งแต่อายุ 35-40 ปี
และควรตรวจเร็วขึ้น หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น
- อ้วนลงพุง
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- สูบบุหรี่
การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตได้
สามารถตรวจ EKG และ Echo หรือปรึกษาแพทย์หัวใจที่ไหนดี ในนนทบุรี?
สามารถตรวจ EKG ได้ทุกโรงพยาบาล ส่วน Echo จะสามารถตรวจได้ในสถานพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ
คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ ตั้งอยู่บนชั้น 2 อาคารแกรนด์อเวนิว โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี อยู่ริมถนนราชพฤกษ์ ตรงข้ามตลาดนัด 18 คอร์ทและ Homepro สาขาชัยพฤกษ์
เราให้บริการตรวจหัวใจโดยแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ มีเครื่องมือที่ทันสมัยได้มาตรฐาน รู้ผลเร็ว การเดินทางสะดวกสบาย อยู่ริมถนนราชพฤกษ์ มีที่จอดรถกว้างขวาง สามารถติดต่อสอบถามวันและเวลาทำการได้ทาง LINE: @ratchapruek.heart หรือโทรสอบถาม 097-939-4462
ผู้เขียนบทความ
อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ (Gastroenterologist and Hepatologist)
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/โรงพยาบาลธนบุรี/คลินิกหัวใจราชพฤกษ์
อ่านประวัติผู้เขียนเพิ่มเติมที่นี่
มีอาการเจ็บหน้าอก อย่ารอจนเสี่ยงโรคหัวใจ
หากคุณมีอาการดังกล่าวและมีปัจจัยเสี่ยง แนะนำเข้ารับตรวจหัวใจ
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG และ Echo โดยแพทย์เฉพาะทางได้ที่คลินิกโดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล
3 Responses