เป็นโรคหัวใจกินทุเรียนได้ไหม?

กินทุเรียนอย่างไร จึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ

ทุเรียนเป็นผลไม้ยอดนิยมของคนไทย หลายคนรอคอยฤดูกาลทุเรียนทุกปี แต่สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง มักมีคำถามสำคัญว่า “ยังสามารถกินทุเรียนได้ไหม?” และ “ต้องกินแค่ไหนจึงจะปลอดภัย?”

คำตอบคือ “กินได้ในหลายกรณี แต่ต้องรู้ปริมาณที่เหมาะสม”
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “กินหรือไม่กิน” แต่คือ “กินอย่างไรให้สมดุลกับสุขภาพหัวใจ”

ข้อมูลที่ควรรู้สำหรับการกินทุเรียนให้ปลอดภัย

คนเป็นโรคหัวใจ ไม่ได้ห้ามกินทุเรียนทุกคนแต่ควรเน้น “กินอย่างพอดี” มากกว่า “กินตามใจ”

โดยทั่วไปการทานทุเรียน 1–2 เม็ดกลางต่อวัน ถือว่าอยู่ในระดับที่พอเหมาะสำหรับหลายคน แต่ไม่ควรกินต่อเนื่องปริมาณมาก

ผู้ที่มีหัวใจล้มเหลว เบาหวานคุมไม่ดี หรือโรคไต ควรระวังมากเป็นพิเศษ

เป็นโรคหัวใจกินทุเรียนได้ไหม คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

ทำไมคนเป็นโรคหัวใจต้อง "ระวัง" ทุเรียน?​

ทุเรียนอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุมากมาย มีประโยชน์ในหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ในคนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหัวใจ อาจมีประเด็นบางประการที่ต้องระวังในการกินทุเรียน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูกันว่าในทุเรียนมีอะไรที่ส่งผลต่อหัวใจของเราบ้าง

1. ทุเรียนมีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูงมาก

ทุเรียนจัดเป็นผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (Moderate to high Glycemic Index)  (ซึ่งขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และความสุกงอม) และมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง

ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานคุณค่าทางโภชนาการระบุว่าทุเรียนเนื้อ 100 กรัม (ประมาณ 1 เม็ดขนาดกลาง) ให้พลังงานประมาณ 140–150 แคลอรี, ทุเรียนหนึ่งเม็ดขนาดกลาง (40 กรัม) จะให้พลังงาน 40 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบได้กับการทานข้าวสวยเกือบทัพพี และการทานทุเรียนทั้งละ 3 เม็ด จะได้พลังงานประมาณ 180 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเท่ากับการรับประทานข้าวสวยสองทัพพี หรือการทานข้าวมันไก่ 2 จาน

การทานทุเรียนที่สุกงอมมากหรือทานทุเรียนในปริมาณมากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว (Acute glycemic response) ส่งผลให้ร่างกายต้องหลั่งอินซูลินออกมามากเพื่อตอบสนองต่อภาวะน้ำตาลที่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังเพิ่มการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system)

  • ผลโดยรวมจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือเป็นโรคหัวใจอยู่เดิม

ข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เรียงลำดับปริมาณน้ำตาลที่พบในทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆดังนี้

  1. หมอนทอง มีน้ำตาล 21.3 กรัมต่อเนื้อทุเรียน 100 กรัม หรือเทียบเท่ากับทานน้ำตาล 5.3 ช้อนชา
  2. ก้านยาว มีน้ำตาล 12.9 กรัมต่อเนื้อทุเรียน 100 กรัม หรือเทียบเท่ากับทานน้ำตาล 3.2 ช้อนชา
  3. กระดุม มีน้ำตาล 11.3 กรัมต่อเนื้อทุเรียน 100 กรัม หรือเทียบเท่ากับทานน้ำตาล 2.8 ช้อนชา
  4. ชะนี มีน้ำตาล 7.7 กรัมต่อเนื้อทุเรียน 100 กรัม หรือเทียบเท่ากับทานน้ำตาล 1.9 ช้อนชา

2. ปริมาณโพแทสเซียม (Potassium) กับการเต้นของหัวใจ

โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีผลโดยตรงต่อกระแสไฟฟ้าในหัวใจ (Cardiac Electrophysiology) หากปริมาณโพแพทสเซียมในเลือดมากเกินไปหรือน้อยเกินไป จะส่งผลให้การนำกระแสไฟฟ้าในห้วใจทำงานผิดปกติ และเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจมีภาวะช็อค และหากเป็นรุนแรงอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมสูง อ้างอิงจาก USDA Food Data Central (United States Department of Agriculture) พบว่าทุเรียน 100 กรัม มีปริมาณโพแทสเซียมสูงถึงประมาณ 436 มิลลิกรัม จึงจัดเป็นผลไม้กลุ่ม High Potassium

ในคนที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง การรับประทานทุเรียนอาจไม่ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายยังสามารถปรับตัวควบคุมระดับโพแทสเซียมให้เหมาะสมได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคความดันโลหิตสูงที่มีการทานยาในกลุ่ม ACE inhibitors (เช่น Enalapril), ARBs (เช่น Losartan) หรือ Potassium-sparing diuretics (เช่น Spironolactone) เพื่อรักษาความดันโลหิตสูงหรือภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) ยาเหล่านี้จะลดการขับโพแทสเซียมออกทางไต การทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงมากในเวลาอันสั้น เช่น ทุเรียนปริมาณมาก อาจทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงได้

3. ความร้อนและการเผาผลาญ (Thermogenic Effect)

ความรู้สึกร้อนหลังจากทานทุเรียนไม่ได้เป็นแค่ความเชื่อ แต่มีกลไกทางวิทยาศาสตร์รองรับจากการที่ร่างกายต้องเร่งกระบวนการเผาผลาญและการไหลเวียนเลือด

การย่อยทุเรียนใช้พลังงานสูง ร่างกายจะรู้สึกร้อน ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดเร็วขึ้นชั่วคราว ร่างกายต้องเร่งกระบวนการเผาผลาญและการไหลเวียนเลือด

4. การทานทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์

จากการวิจัยพบว่า สารประกอบซัลเฟอร์ในทุเรียน โดยเฉพาะ Diethyl disulfide มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ALDH (Aldehyde Dehydrogenase) ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักที่ตับใช้ในการสลายสารพิษจากแอลกอฮอล์ (Acetaldehyde) เมื่อเอนไซม์นี้ถูกยับยั้ง จะทำให้เกิดภาวะ Acetaldehyde สะสมในร่างกายอย่างรวดเร็ว (คล้ายปฏิกิริยาของยา Disulfiram) ส่งผลให้หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัวอย่างรุนแรง หน้าแดง ตัวแดง หน้ามืด ความดันโลหิตตก และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome) ในผู้ป่วยโรคหัวใจได้

โดยภาพรวมหากรับประทานทุเรียนมากเกินไป อาจส่งผลต่อร่างกาย

  • น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว
  • น้ำหนักเพิ่มง่าย
  • ความดันโลหิตแกว่ง
  • หัวใจทำงานหนักขึ้นในบางคน
ซึ่งอาจเป็นผลที่ไม่ดีต่อผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไตวายเรื้อรัง 

แล้วคนเป็นโรคหัวใจ “กินทุเรียนได้ไหม?”

ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ คำตอบคือ “กินได้ หากอาการคงที่ และควบคุมปริมาณอย่างเหมาะสม”

ผู้ที่มักยังสามารถรับประทานได้ในปริมาณพอเหมาะ เช่น

  • ผู้ป่วยโรคหัวใจที่อาการคงที่
  • ผู้ที่ควบคุมความดันได้ดี
  • ผู้ที่ไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง
  • ผู้ที่ไม่มีน้ำตาลสูงมากผิดปกติ

แต่ควรระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีอาการต่อไปนี้

  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือยังไม่ได้รับการแก้ไข
  • มีอาการเหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ ขาบวม หัวใจล้มเหลว
  • โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี
  • มีไตรกลีเซอไรด์สูงมาก
  • โรคไตวายระยะปานกลางถึงรุนแรง

กินทุเรียน “เท่าไร” จึงถือว่าปลอดภัย?

สำหรับคนทั่วไปหรือผู้ป่วยโรคหัวใจที่อาการคงที่
ปริมาณที่มักถือว่า “พอเหมาะ” คือประมาณ 1–2 เม็ดกลาง ต่อครั้ง
หรือราว 80–100 กรัม และไม่ควรกินทุกวันติดต่อกัน

เทคนิคกินทุเรียนให้ “ปลอดภัยกับหัวใจ” มากขึ้น

  1. อย่ากินพร้อมอาหารมื้อใหญ่ การกินทุเรียนหลังบุฟเฟต์หรืออาหารหนัก อาจทำให้ได้รับพลังงานสูงเกินจำเป็น
  2. หลีกเลี่ยงร่วมกับแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดัน หรือใช้ยาหลายชนิด
  3. ไม่ควรกินก่อนนอนเพราะน้ำตาลและพลังงานสูง อาจทำให้นอนอึดอัด แน่นท้อง หรือระดับน้ำตาลแกว่ง
  4. คุม “ปริมาณรวมทั้งวัน” หากกินทุเรียน ควรลดขนมหวาน น้ำหวาน หรือผลไม้หวานชนิดอื่นลง
  5. ผู้ป่วยโรคไตต้องระวัง ทุเรียนมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วยโรคไตบางรายอาจต้องจำกัด

อาการแบบไหนที่ควรหยุดกินทุเรียนและไปพบแพทย์?

• แน่นหน้าอก
• หายใจเหนื่อยผิดปกติ
• ใจสั่น
• บวมมากขึ้น
• เวียนศีรษะ
• น้ำตาลสูงผิดปกติ

8 เรื่องจริงและความเชื่อเกี่ยวกับ “ทุเรียน” ที่คนรักสุขภาพควรรู้

ทุเรียนเป็นผลไม้ยอดนิยมของคนไทย หลายคนชื่นชอบรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีคำถามมากมายเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง เราจึงสรุป “เรื่องจริง” และ “ความเชื่อ” เกี่ยวกับทุเรียน ที่อ้างอิงจากหลักโภชนาการและข้อมูลทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้รับประทานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น

1. เรื่องจริง — ทุเรียนอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มได้

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง ทุเรียนขนาดประมาณ 1 กิโลกรัม อาจให้พลังงานรวมเกือบ 1,300–1,400 กิโลแคลอรี ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวัน ดังนั้น การรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะร่วมกับอาหารมื้อใหญ่ อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย

2. เรื่องจริง — ทุเรียนมีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด

แม้ทุเรียนจะให้พลังงานสูง แต่ก็อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โพแทสเซียม ใยอาหาร วิตามินซี วิตามินบีรวม ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสเฟต ทุเรียนยังมีสารต้านอนุมูลอิระกลุ่มโพลีฟีนอลอีกด้วย
สารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน และระบบขับถ่าย
นอกจากนี้ ไขมันในทุเรียนส่วนใหญ่เป็น “ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว” ซึ่งถือว่าเป็นไขมันชนิดที่ดีกว่าไขมันอิ่มตัวจากอาหารทอดหรือเนื้อสัตว์ติดมัน
อย่างไรก็ตาม ทุเรียนยังคงเป็นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตและพลังงานสูง จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

3. เรื่องจริง — ผู้ป่วยเบาหวานควรจำกัดปริมาณทุเรียน

ทุเรียนมีน้ำตาลธรรมชาติหลายชนิด เช่น ซูโครส ฟรุกโตส กลูโคส จึงสามารถทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะหากรับประทานปริมาณมาก ผู้ป่วยเบาหวานจึงไม่จำเป็นต้อง “งดเด็ดขาด” แต่ควรควบคุมปริมาณ และหลีกเลี่ยงการรับประทานร่วมกับของหวานหรือน้ำหวานอื่น ๆ

4. เรื่องจริง — ทุเรียนช่วยเพิ่มพลังงานได้รวดเร็ว

เนื่องจากทุเรียนมีคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูง จึงสามารถช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างรวดเร็วในผู้ที่ร่างกายอ่อนเพลียหรือใช้พลังงานมาก นอกจากนี้ โพแทสเซียมในทุเรียนยังมีบทบาทต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต หรือภาวะโพแทสเซียมสูง ควรระวังปริมาณที่รับประทาน

5. ความเชื่อ — ทุเรียนมีคอเลสเตอรอลสูง

ไม่เป็นความจริง ทุเรียนไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะคอเลสเตอรอลพบได้ในอาหารจากสัตว์ เช่น เนื้อแดง อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์นม
แม้ทุเรียนจะมีไขมัน แต่ส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งแตกต่างจากไขมันอิ่มตัวที่พบในอาหารทอดหรืออาหารแปรรูป
อย่างไรก็ตาม การรับประทานมากเกินไปก็ยังอาจทำให้ได้รับพลังงานสูงเกินความจำเป็นได้

6. ความเชื่อ — ต้องกินมังคุดคู่กับทุเรียนเพื่อลด “ความร้อน”

ตามความเชื่อดั้งเดิม มังคุดถูกมองว่าเป็นผลไม้ “ฤทธิ์เย็น” ที่ช่วยลดความร้อนจากทุเรียน แต่ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันชัดเจนว่าการทานผลไม้อื่นสามารถลดผลกระทบทางร่างกายจากการกินทุเรียนได้โดยตรง ความนิยมกินคู่กันอาจเป็นเพราะทั้งสองผลไม้ออกตามฤดูกาลใกล้เคียงกันมากกว่า

7. ความเชื่อ - กินทุเรียนแล้ว “ร้อนใน”

หลายคนเชื่อว่าการกินทุเรียนจะทำให้ “ตัวร้อน” เป็นไข้ทันที หรือทำให้เจ็บคออย่างรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วหลังรับประทานทุเรียน ร่างกายอาจรู้สึกร้อนขึ้นชั่วคราวได้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการเผาผลาญอาหารที่มีพลังงานและสารอาหารเข้มข้นอย่างทุเรียน

ส่วนอาการเจ็บคอหลังรับประทานทุเรียน มักเกี่ยวข้องกับ “ภาวะขาดน้ำ” มากกว่าตัวทุเรียนโดยตรง ดังนั้น การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงช่วยลดอาการไม่สบายคอได้ในหลายกรณี

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการไข้สูง เจ็บคอมาก หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ควรประเมินสาเหตุเพิ่มเติม เพราะอาจไม่ได้เกิดจากทุเรียนเพียงอย่างเดียว

8. ความเชื่อ — ทุเรียนช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

แม้บางคนเชื่อว่าทุเรียนช่วยกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันชัดเจน ความรู้สึกร้อนหรือพลังงานที่เพิ่มขึ้นหลังรับประทาน อาจเกิดจากพลังงานสูงของผลไม้ชนิดนี้มากกว่า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการกินทุเรียนและสุขภาพหัวใจ

คนเป็นโรคหัวใจกินทุเรียนได้ไหม?

ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ สามารถรับประทานได้ หากอาการคงที่และควบคุมปริมาณอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปควรเน้น “กินอย่างพอดี” มากกว่าการรับประทานปริมาณมากต่อเนื่อง

คนเป็นความดันโลหิตสูง กินทุเรียนได้หรือไม่?

ผู้ที่ควบคุมความดันได้ดี มักสามารถรับประทานได้ในปริมาณพอเหมาะ แต่ควรระวังการรับประทานร่วมกับอาหารหวาน มัน หรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตแกว่งได้ในบางราย

ผู้ป่วยเบาหวานกินทุเรียนได้หรือไม่?

สามารถรับประทานได้ในปริมาณจำกัด เนื่องจากทุเรียนมีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูง ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปริมาณมาก และควรควบคุมอาหารหวานอื่น ๆ ในวันเดียวกัน

กินทุเรียนเท่าไรจึงถือว่าพอเหมาะ?

โดยทั่วไป ประมาณ 1–2 เม็ดกลาง หรือราว 80–100 กรัม ต่อครั้ง ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับหลายคน และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องปริมาณมากทุกวัน

ทุเรียนมีคอเลสเตอรอลสูงจริงหรือไม่?

ไม่จริง ทุเรียนไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะคอเลสเตอรอลพบในอาหารจากสัตว์ อย่างไรก็ตาม ทุเรียนยังคงเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง จึงควรควบคุมปริมาณ

กินทุเรียนแล้วใจสั่นเกิดจากอะไร?

ในบางคน การรับประทานทุเรียนปริมาณมากอาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็ว หรือกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ส่งผลให้รู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือไม่สบายตัวได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจเดิม

ผู้ป่วยโรคไตต้องระวังทุเรียนหรือไม่?

ควรระวัง เพราะทุเรียนมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วยโรคไตหรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดเกี่ยวกับหัวใจและความดัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานปริมาณมาก

กินทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์อันตรายไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เสียชีวิตโดยตรง แต่การรับประทานทั้งสองอย่างร่วมกันในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ไม่สบายตัว ความดันแกว่ง หรือเพิ่มภาระต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย รวมถึงกระตุ้นให้มีภาวะหัวใจกำเริบได้

ทำไมกินทุเรียนแล้วรู้สึกร้อนหรือเจ็บคอ?

หลังรับประทานทุเรียน ร่างกายอาจรู้สึกร้อนขึ้นชั่วคราวจากกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ส่วนอาการเจ็บคอมักสัมพันธ์กับภาวะขาดน้ำมากกว่า จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ

อาการแบบไหนที่ควรหยุดกินทุเรียนและพบแพทย์?

หากมีอาการ เช่น แน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ใจสั่น บวมมากขึ้น เวียนศีรษะ หรือระดับน้ำตาลสูงผิดปกติ ควรหยุดรับประทานและเข้ารับการประเมินจากแพทย์

ควรตรวจสุขภาพหัวใจเมื่อไร?

หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น ควรเข้ารับการประเมินสุขภาพหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Facts and myths about the King of Fruits, Ministry of Health, Singapore
  2. กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  3. U.S. Department of Agriculture. Agricultural Research Service. USDA Data Food Central
  4. A Aziz NA, Mhd Jalil AM. Bioactive Compounds, Nutritional Value, and Potential Health Benefits of Indigenous Durian (Durio Zibethinus Murr.): A Review. Foods. 2019 Mar 13;8(3):96. doi: 10.3390/foods8030096. PMID: 30871187; PMCID: PMC6463093.
  5. Gholamreza K, et a. Durian (Durio zibethinus L.): Nutritional Composition, Pharmacological Implications, Value-Added Products, and Omics-Based Investigations. Horticulturae 2024, 10(4), 342; https://doi.org/10.3390/horticulturae10040342
  6. National Kidney Foundation. KDOQI clinical practice guidelines
  7. Ling CY, Yeo MTY, Kang Y, Ng SM, Bi X, Henry CJ. Comparative Effects of Durian and Banana Consumption on Thermic Effect of Food and Metabolic Responses in Healthy Adults. J Am Nutr Assoc. 2025 May-Jun;44(4):283-291. doi: 10.1080/27697061.2024.2426563. Epub 2024 Nov 12. PMID: 39531559.
  8. John S. Maninang,  Concepcion C. Lizada, Hiroshi Gemma. Inhibition of aldehyde dehydrogenase enzyme by Durian (Durio zibethinus Murray) fruit extract.Food Chemistry, Volume 120, Issue 4, 15 June 2010, Pages 1122.

เกี่ยวกับผู้เขียน (Author)

 อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ 

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/โรงพยาบาลธนบุรี/คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

อ่านประวัติผู้เขียนที่นี่

“เนื้อหาที่เขียนลงบทความนี้ได้จากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลและวารสารที่น่าเชื่อถือ เท่าที่จะสืบค้นได้อย่างเต็มความสามารถ อย่างไรก็ตาม ใจความอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ผมยินดีรับฟังคำแนะนำและข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ครับ”

การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง สำคัญกว่าที่คิด

หากคุณมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง ต้องการทราบสุขภาพหัวใจ
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG และ Echo หรือตรวจเลือดเช็คสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางได้
ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์โดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดยอ้างอิงจากข้อมูลและแนวทางด้านสาธารณสุข และแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่สามารถทดแทนการให้คำแนะนำทางการแพทย์จากการตรวจรักษาจริงได้ 📍แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้ง หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *