วิธีทำ CPR ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ใครๆ ก็ช่วยชีวิตคนได้!

Basic Life Support ที่ทุกคนควรรู้ เพื่อช่วยคนรอบตัว

วิธี CPR โดย AHA 2025 คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ลองนึกดูว่าหากวันใดวันหนึ่งมีคนใกล้ชิดเกิดมีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หรือเดินอยู่แล้วพบคนหมดสติ เราจะทำอย่างไร ดังนั้นการกู้ชีวิตจึงเป็นทักษะที่ทุกคนควรทราบและฝึกฝนจนสามารถทำเป็นเมื่อเจอคนหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้นในสถานการณ์จริง  ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า เมื่อพบคนหมดสติ หัวใจหยุดเต้น ทุกวินาทีมีค่า! การช่วยเหลือที่รวดเร็วและถูกต้องจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น บทความนี้จะสรุปขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทันทีตามแนวทางล่าสุดของ American Heart Association 2025

แนวทางปฏิบัติของ American Heart Association (AHA) ปี 2025 ฉบับนี้เน้นการพัฒนามาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ใหญ่เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตจากสภาวะหัวใจหยุดเต้น ขั้นตอนสำคัญได้แก่ การประเมินอาการ การขอความช่วยเหลือผ่านระบบฉุกเฉิน ไปจนถึงการทำ CPR คุณภาพสูง และการใช้เครื่อง AED อย่างรวดเร็ว ข้อมูลเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทั้ง บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด นอกจากนี้เรายังเสริมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แนะนำโดย Thai Resuscitation Council คณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิต โดยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

HIGHLIGHT บทความ

เมื่อพบผู้ใหญ่หมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจตามปกติ ให้โทร 1669 หรือให้ผู้อื่นโทรขอความช่วยเหลือ เริ่มกดกลางหน้าอกด้วยความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที ลึกประมาณ 5–6 เซนติเมตร ปล่อยหน้าอกคืนตัวเต็มที่ และใช้เครื่อง AED ทันทีเมื่อเครื่องมาถึง โดยปฏิบัติตามคำสั่งเสียงของเครื่อง

วิธี CPR ขั้นตอนการทำ คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) ฉบับปี 2025: ใครๆ ก็ช่วยชีวิตคนได้!

เมื่อพบคนหมดสติ หัวใจหยุดเต้น ทุกวินาทีมีค่า!!! การช่วยเหลือที่รวดเร็วและถูกต้องจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ทันทีตามแนวทางล่าสุด

1. ประเมินและขอความช่วยเหลือ (Recognize & Activate)

  • ก่อนเข้าไปช่วยเหลือ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมปลอดภัยสำหรับทั้งตัวผู้ช่วยชีวิตและผู้ป่วย
  • ตรวจสอบการตอบสนอง: หากพบคนนอนนิ่ง ไม่รู้สึกตัว ไม่ขยับตัว ให้ตรวจว่ารู้สึกตัวหรือไม่โดยการปลุกเรียกหรือตบที่ไหล่
  • ดูการหายใจ: หาก”ไม่หายใจ” หรือ หายใจเฮือก” (หายใจช้าและดูเหมือนพยายามฮุบอากาศ) ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าหัวใจหยุดเต้น (ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นประมาณ 40-60% อาจมีการหายใจแบบเฮือกๆ สั้นๆ หรือดูเหมือนพยายามฮุบอากาศ ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่ายังหายใจอยู่และไม่ยอมช่วย ทำให้ช่วยชีวิตได้ช้าลง)
  • ไม่ต้องเช็กชีพจร: สำหรับคนทั่วไป ไม่แนะนำให้เสียเวลาคลำชีพจร เพราะทำได้ยากและอาจทำให้การช่วยชีวิตล่าช้า ให้ตัดสินใจเริ่มช่วยทันทีหากพบว่าผู้ป่วยไม่ตอบสนองและไม่หายใจ (หรือหายใจเฮือก)
  • ความเสี่ยงต่ำ: การปั๊มหัวใจให้กับคนที่ไม่ได้หัวใจหยุดเต้นจริงมีโอกาสเกิดอันตรายรุนแรงน้อยมาก ดังนั้นหากไม่แน่ใจ ให้เริ่มช่วยไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า
  • เรียกขอความช่วยเหลือ: ตะโกนเรียกคนรอบข้าง โทรสายด่วนฉุกเฉิน (เช่น 1669) และรีบนำเครื่อง AED มาโดยเร็วที่สุด
  • กรณีมีคนอยู่หลายคน: ตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เจาะจงสั่งให้คนหนึ่งโทรแจ้งสายด่วน (เช่น 1669) และอีกคนไปนำเครื่อง AED มาทันที
  • กรณีอยู่คนเดียว (Lone Responder):
    • หากมีโทรศัพท์มือถือ ให้โทรแจ้งเหตุทันทีและเปิดลำโพง (Hands-free) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำไปพร้อมๆ กับที่เริ่มทำ CPR
    • หากไม่มีโทรศัพท์ ให้ไปขอความช่วยเหลือก่อนแล้วค่อยกลับมาเริ่ม CPR เพราะการตามทีมกู้ชีพและเครื่อง AED มาถึงได้เร็วคือปัจจัยสำคัญในการรอดชีวิต

2. เริ่มการปั๊มหัวใจ (High-Quality CPR)

หากเป็นคนทั่วไปที่ไม่เคยฝึกอบรมมาก่อน ให้เน้นการ กดหน้าอกอย่างเดียว” (Hands-Only CPR) ได้เลย

  • ท่าทาง: วางสันมือซ้อนกัน โดยวางมือข้างที่ถนัดลงบนกระดูกหน้าอกโดยตรง (อยู่ด้านล่าง) เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของการกดหน้าอก นิ้วมือควรประสานกันหรือยกขึ้นเพื่อความมั่นใจว่าแรงกดจะลงไปที่สันมือเพียงอย่างเดียว ไม่กระจายไปยังซี่โครง
  • ตำแหน่ง : ที่กึ่งกลางหน้าอก (ครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก)
  • ความเร็ว: กดด้วยจังหวะ 100-120 ครั้งต่อนาที นึกถึงจังหวะเพลง “สุขกันเถอะเรา” ของวงสุนทราภรณ์ หรือเพลง Baby shark ก็ได้
  • ความลึก: กดให้ลึกอย่างน้อย 2 นิ้ว (5 เซนติเมตร) แต่ไม่เกิน 2.4 นิ้ว (6 เซนติเมตร)
  • ปล่อยให้สุด: ปล่อยมือให้หน้าอกคืนตัวจนสุดก่อนกดครั้งต่อไป และห้ามถอนมือออกจากหน้าอก
  • ทำต่อเนื่อง: รบกวนการกดหน้าอกให้น้อยที่สุด
  • ท่าทางผู้ช่วย: หากเป็นไปได้ ควรให้ผู้ป่วยนอนบนพื้นแข็ง และผู้ช่วยคุกเข่าในระดับที่หน้าอกผู้ป่วยอยู่ประมาณระดับเข่าของผู้ช่วย เพื่อให้แรงกดมีประสิทธิภาพสูงสุด 

ท่าทางและการจัดวางร่างกายของผู้ทำ CPR (Rescuer Posture)

  • ระดับความสูง: ควรทำการกดหน้าอกในลักษณะที่ส่วนลำตัวของผู้ป่วยอยู่ระดับเดียวกับเข่าของผู้ช่วยชีวิตเท่าที่จะเป็นไปได้
  • การคุกเข่า: การคุกเข่าลงบนพื้นข้างตัวผู้ป่วยจะช่วยให้กดหน้าอกได้ลึกกว่าการยืนกด
  • พื้นผิวที่รองรับ: ควรให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นผิวที่แข็งและเรียบ (เช่น พื้นห้อง) เพื่อให้แรงกดส่งไปถึงหัวใจได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้การกดหน้าอกมีประสิทธิภาพดีที่สุด
  • การถ่ายเทน้ำหนัก: แม้แหล่งข้อมูลจะไม่ได้ระบุเรื่อง “แขนตึง” เป็นข้อความโดยตรง แต่ระบุว่าการคุกเข่าในระดับที่ลำตัวผู้ป่วยอยู่ระดับเข่าช่วยให้ทำความลึกได้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพประกอบที่แสดงให้เห็นว่าผู้ช่วยชีวิตต้องโน้มตัวให้หัวไหล่อยู่เหนือจุดที่กดพอดีเพื่อใช้แรงจากลำตัว
วิธีการกดหน้าอกช่วยชีวิต คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

ถ้าไม่มีทักษะการกู้ชีพเลย การกดหน้าอกอย่างเดียวมีประสิทธิภาพแค่ไหน? วิธี CPR อย่างไร?

สำหรับการช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นโดยผู้ที่ไม่มีทักษะหรือไม่มีการฝึกอบรมมาก่อน การกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว (Hands-Only CPR) ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงและเป็นวิธีที่แนะนำให้ทำทันที โดยมีเหตุผลรองรับดังนี้:

  • เป็นวิธีการช่วยชีวิตที่สำคัญที่สุด: การเริ่มกดหน้าอกทันทีเป็นหนึ่งในวิธีการที่ส่งผลต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วยมากที่สุด
  • เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและผลลัพธ์ทางสมอง: ข้อมูลจากประเทศญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่าการทำ CPR แบบกดหน้าอกอย่างเดียวโดยคนทั่วไป ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและทำให้ผู้ป่วยมีผลลัพธ์ทางระบบประสาทที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คนกล้าเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น
  • ประสิทธิภาพเทียบเท่าการทำ CPR แบบเต็มรูปแบบในบางกรณี: การศึกษาหลายฉบับพบว่า ผลลัพธ์ของผู้ป่วยที่ได้รับการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียวกับผู้ที่ได้รับการกดหน้าอกสลับกับการช่วยหายใจนั้นไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในบางสถานการณ์
  • ลดความล่าช้าในการช่วยเหลือ: การกดหน้าอกเพียงอย่างเดียวทำได้ง่ายกว่าและลดความกังวลในการช่วยหายใจ ทำให้ผู้ช่วยเหลือสามารถเริ่มกระบวนการได้ทันที ซึ่งความรวดเร็วนี้สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบของเทคนิค
  • ความเสี่ยงต่ำมาก: การกดหน้าอกให้กับผู้ที่หมดสติแต่หัวใจไม่ได้หยุดเต้นนั้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายรุนแรงน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์มหาศาลที่จะได้รับหากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นจริง

หากคุณไม่มีทักษะ การกดหน้าอกอย่างเดียว “ดีกว่าการไม่ทำอะไรเลยอย่างมาก”
และเป็นวิธีที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลว่าช่วยรักษาชีวิตคนได้จริงครับ

3. ใช้เครื่อง AED ทันทีที่มาถึง (AED Use)

เครื่อง AED คือหัวใจสำคัญของการรอดชีวิต

  • เปิดเครื่อง: และทำตามเสียงสั่งของเครื่องทันที
  • แปะแผ่นนำไฟฟ้า: บนหน้าอกที่แห้งและเปลือยเปล่า
  • ช็อกไฟฟ้า: หากเครื่องสั่งให้ช็อก ให้ระวังไม่ให้ใครสัมผัสตัวผู้ป่วย แล้วกดปุ่มช็อก จากนั้น เริ่มปั๊มหัวใจต่อทันที โดยไม่ต้องรอเช็กชีพจร

การใช้เครื่อง AED มีขั้นตอนที่ควรระวังอะไรบ้าง?

ในการใช้เครื่อง AED (Automated External Defibrillator) ตามแนวทางมาตรฐานใหม่ปี 2025 มีขั้นตอนสำคัญและข้อควรระวังเพื่อให้การช่วยชีวิตมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อทั้งผู้ป่วยและผู้ช่วยเหลือดังนี้

  • ขั้นตอนการเตรียมและการแปะแผ่นนำไฟฟ้า (AED Pads)
    • สัมผัสผิวหนังโดยตรง: การแปะแผ่นนำไฟฟ้าต้องแปะลงบนผิวหนังที่แห้งและเปลือยเปล่าโดยตรง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่หัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ตำแหน่งการวางแผ่น: แนะนำให้แปะในตำแหน่ง ด้านหน้า-ข้าง (Anterolateral) คือ แผ่นหนึ่งที่หน้าอกขวาบน และอีกแผ่นหนึ่งที่กึ่งกลางรักแร้ด้านซ้าย (Midaxilla) โดยระวังไม่ให้แผ่นที่สองล้ำมาทางด้านหน้ามากเกินไป
    • ขนาดของแผ่น: สำหรับผู้ใหญ่ ควรใช้แผ่นนำไฟฟ้าที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 8 เซนติเมตร

ข้อควรระวังพิเศษสำหรับผู้หญิง

  • สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเสื้อชั้นในได้ โดยไม่จำเป็นต้องถอดออกทั้งหมด เพื่อลดความล่าช้าและความกังวลเรื่องการเปิดเผยร่างกาย
  • โครงเหล็กในเสื้อชั้นใน: การแปะแผ่นนำไฟฟ้าทับลงบนเสื้อชั้นในที่มีโครงเหล็กไม่ก่อให้เกิดอันตราย เช่น การเกิดประกายไฟ หรือการไหม้ของผิวหนัง
  1. ข้อสำคัญเน้นย้ำระหว่างกระบวนการช่วยชีวิต
  • ลดการขัดจังหวะการกดหน้าอก (Minimize Interruptions): สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรบกวนจังหวะการปั๊มหัวใจให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงก่อนและหลังการปล่อยช็อกไฟฟ้า (Perishock period)
  • กดหน้าอกต่อเนื่องจนกว่าเครื่องจะพร้อม: ควรทำ CPR ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเครื่องจะพร้อม
วิธี CPR วิธีการใช้เครื่อง AED คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

4. กรณีพิเศษ: เมื่อคนสำลัก (Choking/FBAO)

หากผู้ป่วยมีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างรุนแรง (ไอไม่มีเสียง พูดไม่ได้ หน้าเริ่มเขียว)

  • สูตร 5 & 5: ให้ทำการ ตบหลัง 5 ครั้ง สลับกับการ กระทุ้งหน้าท้อง 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา
  • หากผู้ป่วยหมดสติ: ให้เริ่มทำ CPR (ปั๊มหัวใจ) ทันที และคอยมองหาสิ่งแปลกปลอมในปากก่อนช่วยหายใจ (ห้ามใช้นิ้วกวาดปากแบบสุ่มเด็ดขาด)

5. ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • ความปลอดภัยสำคัญที่สุด: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสถานที่นั้นปลอดภัยก่อนเข้าไปช่วยเหลือ
  • ยาต้านพิษ (Naloxone): หากสงสัยว่าผู้ป่วยหยุดหายใจจากการเสพยาเกินขนาด (Opioid) และมียาฉีดหรือสเปรย์พ่นจมูก Naloxone ให้รีบใช้ทันทีพร้อมกับการทำ CPR
  • สตรีมีครรภ์: หากสำลักและอยู่ในช่วงครรภ์แก่ ให้เปลี่ยนจากการกระทุ้งหน้าท้องมาเป็น การกดที่หน้าอก แทน

ถ้าอยู่ตัวคนเดียวเจอคนหมดสติ ไม่มีใครช่วยและไม่มีโทรศัพท์มือถือควรทำอย่างไร?

1. ให้ความสำคัญกับการขอความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก (Activate First)

เมื่อประเมินแล้วว่าผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจ (หรือหายใจเฮือก) หลักการสำคัญสำหรับผู้ช่วยชีวิตที่อยู่คนเดียวคือต้อง “รีบไปขอความช่วยเหลือระบบฉุกเฉินก่อน เช่น วิ่งไปขอความช่วยเหลือ วิ่งหาโทรศัพท์ เพื่อโทร 1669 แจ้งทีมกู้ชีพ แล้วจึงค่อยกลับมาเริ่มทำ CPR ทันที เพราะการตามทีมกู้ชีพและเครื่อง AED มาถึงได้เร็วคือปัจจัยสำคัญในการรอดชีวิต

2. ตัดสินใจตามสถานการณ์แวดล้อม (Local Circumstances)
ในกรณีที่ไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ตัว การตัดสินใจว่าจะวิ่งไปหาโทรศัพท์หรือเรียกคนช่วยนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ควรต้องรีบทำกระบวนการนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อให้สามารถเริ่มกดหน้าอกได้โดยเร็วที่สุด เพราะการเริ่มทำ CPR ที่ล่าช้าส่งผลเสียต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก

3. ทำไมต้องขอความช่วยเหลือก่อนเริ่มปั๊ม?

การตามทีมกู้ชีพและการนำเครื่อง AED มาถึงที่เกิดเหตุเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการรอดชีวิต (Chain of Survival), การเริ่มทำ CPR เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการแจ้งเหตุอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับความช่วยเหลือขั้นสูงและการช็อกไฟฟ้าที่จำเป็นในเวลาที่เหมาะสม

4. รีบกลับมาเริ่ม CPR

เมื่อคุณทำการแจ้งเหตุ โทร 1669 หรือขอความช่วยเหลือเสร็จสิ้นแล้ว ให้รีบกลับมาที่ตัวผู้ป่วยและเริ่มทำ CPR ทันที โดยเริ่มจากการกดหน้าอก

สรุปสั้นๆ: หากไม่มีมือถือ ให้รีบผละจากผู้ป่วยไปหาโทรศัพท์หรือตะโกนเรียกคนช่วยให้เร็วที่สุด เพื่อแจ้งเหตุและนำเครื่อง AED มา แล้วจึงรีบกลับมาเริ่มกดหน้าอกทันที

แนวทางการกดหน้าอก คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

วิธีทำปากต่อปาก (mouth-to-mouth) ยังจำเป็นต้องทำอยู่ไหม?

ตามมาตรฐานใหม่ปี 2025 วิธีการเป่าปากหรือการช่วยหายใจ (Ventilation) ยังคงมีประโยชน์และแนะนำให้ทำในบางกรณี แต่ความจำเป็นจะขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ช่วยเหลือและสาเหตุของการหยุดเต้นของหัวใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. สำหรับประชาชนทั่วไป (Lay Rescuers)

  • หากไม่เคยฝึกมาก่อนหรือไม่สะดวกใจ: ไม่จำเป็น” ต้องเป่าปาก ให้เน้นการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว (Hands-Only CPR) อย่างต่อเนื่อง เพราะการเริ่มกดหน้าอกทันทีสำคัญที่สุดต่อการรอดชีวิต
  • หากเคยผ่านการฝึกอบรมมา: แนะนำให้ทำ” โดยสลับกับการกดหน้าอก (ในอัตราส่วน กด 30 ครั้ง ต่อ การเป่าปาก 2 ครั้ง) เนื่องจากข้อมูลระบุว่าการทำ CPR ที่มีการช่วยหายใจร่วมด้วยอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตและมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว

2. กรณีที่การเป่าปาก "สำคัญมาก"

การช่วยหายใจมีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่หัวใจหยุดเต้นจากการขาดอากาศหายใจ (Asphyxial cardiac arrest) เช่น:

  • การจมน้ำ
  • การสำลักสิ่งแปลกปลอม
  • การเสพยาเกินขนาด ที่ทำให้หยุดหายใจ

ในสถานการณ์เหล่านี้ ระดับออกซิเจนในเลือดจะต่ำมาก การเป่าปากจึงช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากกว่าการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว

3. วิธีการเป่าปากที่ถูกต้อง (Mouth-to-Mouth)

  • หากคุณตัดสินใจจะช่วยหายใจ แหล่งข้อมูลแนะนำขั้นตอนดังนี้:

    • เปิดทางเดินหายใจ: ใช้วิธีเชยคาง-กดหน้าผาก (Head tilt–chin lift)
    • ปิดจมูก: ใช้นิ้วบีบจมูกผู้ป่วยให้สนิท
    • เป่าลม: ประกบปากของคุณเข้ากับปากผู้ป่วยให้สนิท แล้วเป่าลมเข้าไป
    • ปริมาณและเวลา: เป่าลมให้หน้าอกยกตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยแต่ละครั้งใช้เวลาเป่า 1 วินาที
    • ข้อควรระวัง:
      • ผู้ช่วยหายใจควรหายใจเข้าตามปกติ (ไม่ควรสูดหายใจเข้าลึกเกินไป) เพื่อป้องกันอาการหน้ามืดของตัวเองและป้องกันไม่ให้ลมเข้าปอดผู้ป่วยมากเกินไป
      • หลีกเลี่ยงการช่วยหายใจที่มากหรือน้อยเกินไป (Hyper/Hypoventilation) เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้

แม้จะพบเห็นคนหมดสติ แต่มีจุดไหนที่เสี่ยงอันตรายและ "ห้าม" เข้าไปช่วยบ้าง?​

ตาม AHA Guidelines 2025 ความปลอดภัยของผู้ช่วยชีวิตถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (Utmost importance) ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการช่วยชีวิต โดยมีหลักการประเมินจุดเสี่ยงและข้อห้ามเข้าช่วยเหลือดังนี้

1. สถานที่ที่ผู้ช่วยเหลือไม่สามารถทำการกู้ชีพได้อย่างปลอดภัย

คุณควรเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย ณ จุดที่พบทันที ตราบเท่าที่สามารถทำ CPR ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เท่านั้น หากสถานที่นั้นมีอันตรายต่อตัวคุณ ห้ามเข้าไปช่วยจนกว่าจะจัดการความเสี่ยงได้ เช่น:

  • พื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางกายภาพ: เช่น พื้นที่ที่มีการจราจรพลุกพล่านและเสี่ยงต่อการถูกรถชน หรือพื้นที่ในลักษณะการค้นหาและกู้ภัย (Search and rescue) ที่มีความเสี่ยงสูง
  • พื้นที่จำกัด (Confined Space): สถานที่ที่แคบจนผู้ช่วยไม่สามารถจัดท่าทางการปั๊มหัวใจที่ถูกต้องหรือมั่นคงได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของผู้ช่วยชีวิต

2. สภาพแวดล้อมที่เคลื่อนที่และไม่มั่นคง

การทำ CPR ในขณะที่ยานพาหนะกำลังเคลื่อนที่ มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตัวผู้ช่วยเอง เช่น :

  • บนเรือที่กำลังแล่นด้วยความเร็ว
  • ในรถพยาบาลที่กำลังวิ่ง: แม้จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของผู้ปฏิบัติงานด้วย หากไม่มั่นใจในความปลอดภัย อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ปั๊มหัวใจอัตโนมัติ (Mechanical CPR) หากมี เพื่อลดอันตรายต่อบุคลากร

3. สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

ความปลอดภัยจากการติดเชื้อเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะโรคติดต่อทางอากาศ (Airborne pathogens):

  • ขาดอุปกรณ์ป้องกัน (PPE): ในกรณีที่ประเมินว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายเชื้อรุนแรง และผู้ช่วยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสม การเข้าไปช่วยเหลืออาจถือเป็นอันตรายต่อผู้ช่วยชีวิตได้

4. พื้นที่ที่เสี่ยงต่ออันตรายซ้ำซ้อน

การ ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานที่” (Verify scene safety) เป็นขั้นตอนแรกสุดในการช่วยกู้ชีพ ซึ่งหมายรวมถึง:

  • จุดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ เช่น เพลิงไหม้ ไฟฟ้ารั่ว หรือสารเคมีรั่วไหล
  • หากสถานที่นั้นไม่ปลอดภัย ห้ามเข้าช่วยเหลือเด็ดขาด และหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังที่ปลอดภัย (เช่น พื้นแข็งและเรียบ) ต้องทำโดยให้เกิดความล่าช้าในการเริ่มกดหน้าอกน้อยที่สุด

กล่าวโดยสรุป

ดูว่านิ่ง-หายใจเฮือกไหม -> โทร 1669 -> สั่งคนไปเอา AED -> เริ่มปั๊มหัวใจทันที
กดกึ่งกลางหน้าอก ให้ลึกและเร็วตามจังหวะเพลงที่คุ้นเคย และทำต่อเนื่องจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
“การเริ่มลงมือทำทันทีคือโอกาสรอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้ป่วย”

เอกสารอ้างอิง

2025 American Heart Association Guidelines for CPR and ECC

Thai Resuscitation Council คณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิต
สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในผู้ใหญ่ 2025

Last Updated 10th July, 2026.

คำถามที่พบบ่อย FAQ เกี่ยวกับทักษะการช่วยชีวิตเบื้องต้น

เพราะ “ผู้ช่วยเหลือต้องปลอดภัยก่อนเสมอ” หากสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย ผู้ช่วยเหลืออาจได้รับอันตรายจนกลายเป็นผู้ประสบภัยเพิ่มอีกคน ทำให้การช่วยเหลือหยุดชะงัก การประเมินความปลอดภัยของสถานที่ (Safe Scene First) จึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดก่อนเข้าใกล้ผู้หมดสติ

เจอญาตินอนหมดสติอยู่ในบ้าน ก่อนทำ CPR ต้องระวังอะไรบ้าง?

สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ “กระแสไฟฟ้ารั่วหรือดูด” และ “พื้นผิวที่เปียกน้ำ”

  • วิธีปฏิบัติ: ตรวจสอบรอบตัวผู้ป่วยว่ามีสายไฟชำรุด หรือปลั๊กไฟตกอยู่ใกล้ๆ หรือไม่ หากพื้นเปียกน้ำให้ย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณที่แห้งก่อนเริ่มกดหน้าอก

หากเจออุบัติเหตุรถชนบนท้องถนนและมีคนหมดสติ ควรประเมินความปลอดภัยอย่างไรก่อน CPR?

ให้ระวัง “รถที่วิ่งสวนมาหรือตามหลัง” และ “อันตรายจากตัวรถที่ชน” (เช่น ไฟไหม้ น้ำมันรั่ว)

  • วิธีปฏิบัติ: โทรแจ้ง 1669 ทันที, เปิดไฟฉุกเฉินหรือวางป้ายเตือนก่อนถึงจุดเกิดเหตุ และห้ามทำ CPR กลางถนนที่มีรถพลุกพล่านเด็ดขาด ให้ย้ายผู้ป่วยเข้าข้างทางที่ปลอดภัยก่อน

ช่วยคนจมน้ำขึ้นมาแล้วหมดสติ ต้องเช็กอะไรก่อนทำ CPR?

สิ่งที่ต้องระวังคือ “ความมั่นคงของตลิ่ง/พื้นที่รอบๆ” และ “ความเปียกชื้นตอนใช้เครื่อง AED”

  • วิธีปฏิบัติ: พาผู้ป่วยมายังพื้นราบที่แห้งและมั่นคง หากต้องใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) ต้องเช็ดตัวผู้ป่วยให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณหน้าอก เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านน้ำบนผิวแทนที่จะเข้าสู่หัวใจ

ระวัง “สิ่งกีดขวางรอบตัว” (เช่น อุปกรณ์กีฬา ม้านั่ง หินคม), “ผู้คนพลุกพล่าน” ที่อาจเข้ามามุงจนขวางการทำงาน และ “สัตว์มีพิษ” ในพงหญ้า

  • วิธีปฏิบัติ: ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างให้ช่วยกันคนออกไป ตรวจสอบรอบตัวผู้ป่วยว่าไม่มีสิ่งอันตราย แล้วรีบประสานงานนำเครื่อง AED ของสวนสาธารณะมาใช้ทันที

ภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะออกกำลังกายพบบ่อยกว่าที่คิด หากคุณมีอาการแน่นหน้าอก หน้ามืด หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติระหว่างออกกำลังกาย แวะมาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหัวใจที่คลนิกหัวใจราชพฤกษ์ เพื่อตรวจเช็กโครงสร้างหัวใจและคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ก่อนสายเกินไป

อาการเตือนก่อนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นมีอะไรบ้าง?

ได้ หากพบผู้ใหญ่หมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจตามปกติ ผู้ช่วยเหลือทั่วไปสามารถทำ Hands-Only CPR โดยกดหน้าอกอย่างต่อเนื่อง พร้อมโทร 1669 และนำเครื่อง AED มาใช้โดยเร็วที่สุด

ต้องเช็กชีพจรก่อนเริ่ม CPR หรือไม่?

สำหรับประชาชนทั่วไปไม่แนะนำให้เสียเวลาคลำชีพจร หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองและไม่หายใจตามปกติหรือมีเพียงการหายใจเฮือก ให้โทรขอความช่วยเหลือและเริ่มกดหน้าอกทันที

ให้ทำ Hands-Only CPR โดยกดหน้าอกอย่างต่อเนื่อง การเริ่มกดหน้าอกทันทีดีกว่าการไม่ช่วยเหลือเพราะกังวลว่าจะทำไม่ถูกต้อง

หากอยู่คนเดียวและไม่มีโทรศัพท์ควรทำอย่างไร?

ให้รีบไปขอความช่วยเหลือ โทร 1669 และนำเครื่อง AED กลับมาให้เร็วที่สุด แล้วเริ่มหรือกลับมากดหน้าอกทันทีตามสถานการณ์แวดล้อม

สามารถป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้หรือไม่?

ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจคัดกรองในผู้ที่มีความเสี่ยง รักษาโรคหัวใจที่ตรวจพบ และเตรียมความพร้อมด้าน CPR และ AED ในสถานที่ต่างๆ

เกี่ยวกับผู้เขียน (Author)

นพ.ต้องลักษณ์ ธีรศานติพันธ์ แพทย์ทางเดินอาหาร

อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ (Gastroenterologist and Hepatologist)

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | โรงพยาบาลธนบุรี | คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

Faculty of Medicine, Chulalongkorn University | Thonburi Hospital | Ratchapruek Heart Clinic

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน ที่นี่

ปรึกษาเพื่อตรวจโรคหัวใจและโรคอายุรกรรม

หากคุณมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจประเมินสุขภาพหัวใจ หรือหากต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG และ Echo หรือตรวจเลือดเช็คสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางได้
ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์โดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดยอ้างอิงจากข้อมูลและแนวทางด้านสาธารณสุข และแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่สามารถทดแทนการให้คำแนะนำทางการแพทย์จากการตรวจรักษาจริงได้

📍 แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้ง หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *