เที่ยวญี่ปุ่นแล้วป่วย ทำยังไง?

ค่ารักษา | เบอร์ฉุกเฉิน 119 | วิธีไปโรงพยาบาลญี่ปุ่น

เที่ยวญี่ปุ่นแล้วป่วย ทำยังไง?

หลายคนกังวลเรื่องค่ารักษา การไปโรงพยาบาล หรือเบอร์ฉุกเฉิน 119 บทความนี้สรุปให้ครบ อ่านจบแล้วรับมือได้ทันที

ข้อมูลที่ควรรู้เมื่อไม่สบายที่ญี่ปุ่น

  • นักท่องเที่ยวในญี่ปุ่นต้องจ่ายค่ารักษาเองหรือใช้ประกันเดินทาง
  • ค่ารักษาสูง เริ่มต้น 5,000–30,000 เยน
  • กรณีฉุกเฉิน โทร 119 เรียกรถพยาบาล
  • แนะนำ: ทำประกัน + เตรียมข้อมูลสุขภาพก่อนเดินทาง
เที่ยวญี่ปุ่นแล้วป่วย ทำยังไง? practical tips

มาทำความเข้าใจระบบสาธารณสุขของญี่ปุ่นกัน

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลกทั้งด้านคุณภาพการรักษา เทคโนโลยี และการป้องกันโรค

ระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 ครอบคลุมทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว (> 3 เดือน)

ระบบหลักมี 2 แบบ:

  • National Health Insurance (NHI)

  • Employee Health Insurance

💰 ภายใต้ระบบนี้:

  • ผู้ป่วยจ่ายประมาณ 30%

  • รัฐบาลช่วยจ่ายอีก 70%

นักท่องเที่ยวต้องรู้

❗ นักท่องเที่ยวหรือผู้พำนักระยะสั้น (≤ 90 วัน) ไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้ ดังนั้นต้องใช้ประกันเดินทางหรือจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด

ข้อจำกัดที่พบบ่อย

แม้ญี่ปุ่นจะมีมาตรฐานการแพทย์สูง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอาจเจอ

  • ปัญหาด้านภาษาและการสื่อสาร
  • ค่ารักษาค่อนข้างสูง (ถ้าไม่มีประกัน) และอาจต้องชำระเงินล่วงหน้า
  • ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลรับผู้ป่วยต่างชาติ และบางแห่งอาจ ปฏิเสธผู้ไม่มีประกัน

แนวโน้มในอนาคต

  • ญี่ปุ่นมีแผนกำหนดให้ นักท่องเที่ยวต้องมีประกันสุขภาพก่อนเข้าประเทศ
  • แต่ข้อมูลถึง มี.ค. 2026 ยัง ไม่บังคับใช้จริง
  • อาจมีการตรวจ ประวัติค้างค่ารักษา ผู้มีประวัติ อาจถูก ปฏิเสธการเข้าประเทศ

การเตรียมตัวด้านสุขภาพก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น

1. ทำประกันการเดินทางแบบครอบคลุม

ประกันเดินทางมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่น เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลอาจมีค่าใช้จ่ายสูงหากไม่มีความคุ้มครอง

ค่ารักษาญี่ปุ่น เบื้องต้น

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายกรณีไม่มีประกัน 

  • ตรวจที่คลินิกเริ่มต้นที่: ประมาณ 5,000–15,000 เยน 
  • ไปโรงพยาบาลเริ่มต้นที่: ประมาณ 10,000–30,000 เยน
  • ห้องฉุกเฉินเริ่มต้นที่: ประมาณ 20,000–50,000 เยน 
  • การผ่าตัดและนอนโรงพยาบาลเริ่มต้นที่: เช่น การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (bypass) มีค่าใช้จ่ายประมาณ 4.3–5.7 ล้านเยน (1 ล้านบาทขึ้นไป)

การมีประกันเดินทางสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้อย่างมาก โดยเฉพาะแผนที่มีระบบไม่ต้องสำรองจ่าย (cashless)

ประกันเดินทางที่ดีควรครอบคลุม:

  • ค่ารักษาพยาบาลครบถ้วน: รวมทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน การนอนโรงพยาบาล ค่ารถพยาบาล และการส่งตัวฉุกเฉิน
  • หลักฐานประกัน: ควรพกเอกสารประกันทั้งแบบกระดาษหรือดิจิทัล เนื่องจากบางสถานพยาบาลอาจขอตรวจสอบก่อนให้การรักษา
  • ระบบไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless): เลือกแผนที่สามารถเรียกเก็บค่ารักษาจากบริษัทประกันได้โดยตรง เพื่อลดภาระการจ่ายเงินล่วงหน้า
  • ความคุ้มครองการยกเลิกและส่งตัวกลับประเทศ: ควรครอบคลุมกรณียกเลิกการเดินทาง และการส่งตัวกลับประเทศเมื่อจำเป็น

หากมีการเจ็บป่วยและเข้ารับการรักษาควรขอใบเสร็จแบบแยกรายการ (itemized bill) ทุกครั้ง เพื่อนำไปใช้ในการเคลมประกัน

2. ควรตรวจสอบกฎหมายเกี่ยวกับยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีโรคประจำตัว

ญี่ปุ่นมีกฎหมายควบคุมยาอย่างเข้มงวด ยาบางชนิดที่ใช้ได้ทั่วไปในหลายประเทศ (เช่น ยาสำหรับโรคสมาธิสั้น ยาแก้ปวดบางชนิด หรือยากระตุ้นต่างๆ ยาบางชนิดที่มี pseudoephedrine สูง (เช่น ยาแก้หวัดบางยี่ห้อ) ยาจิตเวชบางชนิด) อาจเป็นสิ่งต้องห้ามหรือมีข้อจำกัดในญี่ปุ่น

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดจากการนำเข้ายา ควรทำดังนี้:

  • ตรวจสอบสถานะยา: ตรวจสอบจากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น (MHLW: https://www.mhlw.go.jp ) เพื่อดูว่ายาที่คุณใช้สามารถนำเข้าได้หรือไม่
    • หากเป็นยาที่มีข้อจำกัด ต้องขอเอกสาร “Yunyu Kakunin-sho” (ใบอนุญาตนำเข้า) ล่วงหน้า ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์
    • หากไม่ได้จัดการขอเอกสารที่ถูกต้อง การนำเข้ายาที่ผิดกฎหมายและเสี่ยงถูกจับกุม แม้มีใบสั่งยาจากต่างประเทศก็ตาม
  • เตรียมเอกสาร: พกใบสั่งยา และใบรับรองแพทย์ที่ระบุวัตถุประสงค์ของยา
  • เตรียมยาให้เพียงพอ: นำยาไปให้ครบตลอดระยะเวลาที่เดินทาง
  • กรณียาน้ำเกิน 100 มล.: ต้องใส่ในถุงใสสำหรับตรวจสัมภาระ และอาจต้องแสดงใบรับรองแพทย์
  • ปริมาณยาที่อนุญาต
    • ยาที่แพทย์สั่งทั่วไป: นำเข้าได้ประมาณ ไม่เกิน 1 เดือน โดยไม่ต้องมีเอกสารพิเศษ
    • ยาที่ซื้อทั่วไป (OTC): นำเข้าได้ประมาณ ไม่เกิน 2 เดือน

3. เตรียมข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผู้คนใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องแคล่วนัก ดังนั้นปัญหาเรื่องภาษาอาจทำให้การรักษาพยาบาลในญี่ปุ่นซับซ้อนขึ้น สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่อาจต้องได้รับการดูแลในกรณีฉุกเฉิน เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง โรคสมองหรือลมชัก หรือผู้ที่มียาประจำตัวหลายชนิด รวมถึงผู้ที่ตั้งครรภ์อยู่ ควรเตรียม สรุปข้อมูลสุขภาพเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นภาษาอังกฤษ (และถ้าได้ควรมีภาษาญี่ปุ่นด้วย) เพื่อให้แพทย์เข้าใจข้อมูลได้รวดเร็ว และให้การรักษาต่อเนื่องอย่างเหมาะสม

ควรระบุข้อมูลสำคัญ เช่น:

  • ชื่อ กรุ๊ปเลือด และเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน
  • โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่
  • ประวัติการรักษา หรือคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO) มีแบบฟอร์ม medical information sheet ให้ดาวน์โหลดหลายภาษา เพื่อช่วยในการเตรียมข้อมูล เพื่อง่ายต่อการสื่อสารในกรณีเจ็บป่วยอีกด้วย (เพื่อความสะดวก หมอได้เตรียมเอกสารให้แล้ว สามารถดาวน์โหลดจากที่นี่ได้เลย)

เมื่อไม่สบายที่ญี่ปุ่น มีขั้นตอนเข้ารับการรักษาอย่างไร?

1. ค้นหาสถานพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น

ใช้เครื่องมือค้นหาสถานพยาบาลของ Japan National Tourism Organization (JNTO ’s medical institution search tools) (สามารถคลิ๊กลิงค์ได้เลย) หรือสอบถามโรงแรม/ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เพื่อค้นหาสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้หรือเหมาะสม นอกจากนี้ สถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน JMIP Japan Medical Service Accreditation for International Patients (สามารถคลิ๊กลิงค์ได้เลย) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบริการภาษาอังกฤษ และโรงพยาบาลมีความเข้าใจและเคารพในวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างกันของผู้ป่วย

  • การสื่อสารภาษา:
    แม้บางแห่งมีเจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ควรเตรียมตัว เช่น ใช้แอปแปลภาษา (เช่น Google Translate)
    • สำหรับผู้ที่ท่องเที่ยวในโตเกียว มีศูนย์ข้อมูลการแพทย์ของกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Medical Information Services) มีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสถานพยาบาลที่รองรับภาษาต่างประเทศ
    • 📞 โทร: 03-5285-8181 🕘 เวลา: 9:00–20:00 (ทุกวัน) 🌐 ภาษา: ญี่ปุ่น อังกฤษ จีน เกาหลี ไทย และสเปน
    • Kyuku Sodan Center โทร 7119 ในโตเกียวหรือ 03-3212-2323

2. เตรียมเอกสารที่ต้องใช้ เมื่อใช้บริการสถานพยาบาลในญี่ปุ่น

  • นำเอกสารสำคัญ เช่น กรมธรรม์ประกัน เอกสารข้อมูลสุขภาพ พาสปอร์ต และบางสถานพยาบาลอาจต้องตรวจสอบประกันก่อนให้การรักษา
  • เตรียมจ่ายเงินล่วงหน้า:
    หากไม่มีประกันแบบ cashless อาจต้องชำระค่ารักษาทั้งหมดก่อน แล้วจึงนำไปเบิกภายหลัง จึงควรขอใบเสร็จแบบแยกรายการ (itemized receipt) เพื่อใช้เคลมประกัน

3. ขั้นตอนการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น

  • กรณีเจ็บป่วยไม่ฉุกเฉินหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย ควรไปคลินิกหรือโรงพยาบาลในเวลาทำการ 9:00–17:00 น. วันจันทร์–ศุกร์ 
  • ในกรณีคลินิกเอกชนหรือโรงพยาบาลขนาดเล็ก อาจปิดทำการเร็วกว่านี้ นอกจากนี้ ในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หลายโรงพยาบาลอาจไม่มีแพทย์ให้บริการ ดังนั้น ควรสอบถามข้อมูลก่อนเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาครับ

ขั้นตอนเมื่อมาถึงสถานพยาบาล

  • ลงทะเบียน กรอกข้อมูล

  • แพทย์ตรวจรักษา และออกใบสั่งยา

  • ชำระค่าบริการ

    • รพ.ใหญ่อาจรับบัตรเครดิต แต่คลินิกโดยทั่วไปมักรับเฉพาะเงินสด
    • หากไม่มีประกันแบบ cashless อาจต้องชำระค่ารักษาทั้งหมดก่อน แล้วจึงนำไปเบิกภายหลัง จึงควรขอใบเสร็จแบบแยกรายการ (itemized receipt) เพื่อใช้เคลมประกัน)
  • นำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านขายยา (ชำระค่ายาที่ร้านขายยา)

    • บางคลินิกอาจจ่ายยาที่คลินิกได้โดยตรง
    • ยาหลายรายการไม่สามารถซื้อโดยตรงได้ จำเป็นต้องจ่ายโดยเภสัชกร ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการสื่อสารภาษาลำบาก
    • หากไปร้านขายยาเวลากลางคืน หลายร้านอาจไม่มีเภสัชกรทำการ ทำให้ไม่สามารถซื้อยาได้

ข้อมูลเพิ่มเติม ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา การแพทย์ทางไกล (telemedicine) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ได้ และหลายแห่งมีบริการภาษาอังกฤษรองรับ อาจสอบถามข้อมูลได้จากโรงแรมหรือบริษัทประกัน

4. กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินในประเทศญี่ปุ่น ทำอย่างไร?

เบอร์ฉุกเฉินญี่ปุ่น 119

  • หากเกิดอาการรุนแรง เช่น ภาวะหัวใจขาดเลือด อุบัติเหตุรุนแรง หรือบาดเจ็บหนัก ต้องรีบดำเนินการทันที

    สำหรับสัญญาณอันตรายโรคหัวใจ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

    • เรียกรถพยาบาล (119): โทร 119 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
      หากสื่อสารภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ สามารถแสดงข้อความ “救急車を呼んでください” (กรุณาเรียกรถพยาบาล) ให้คนรอบข้างช่วยได้ 
    • ในกรณีนี้จะไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลได้ และในกรณีฉุกเฉิน การรักษาอาจเริ่มทันทีโดยไม่ต้องซักประวัติก่อน
    • 110 → ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ: ใช้ในกรณีอุบัติเหตุจราจรหรือเหตุอาชญากรรม
    • ไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน: โรงพยาบาลฉุกเฉิน (kyukyu byoin) มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยเร่งด่วน
      👉 ควรค้นหาข้อมูลไว้ล่วงหน้า และเตรียมเอกสารประกัน หรือพร้อมชำระค่าใช้จ่าย
    • ค่าใช้จ่าย: การรักษาฉุกเฉินอาจมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่ารถพยาบาลเริ่มต้นที่ 10,000–20,000 เยน

5. การดูแลสุขภาพจิต

การรักษาด้านสุขภาพจิตในญี่ปุ่นยังมีข้อจำกัดและอาจมีค่านิยมทางสังคมที่ทำให้ผู้ป่วยลังเลในการเข้ารับการรักษาทำให้การเข้าพบจิตแพทย์อาจทำได้ยาก

👉 หากต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ควรติดต่อสถานทูต หรือบริษัทประกันเพื่อขอคำแนะนำ

👉 การแพทย์ทางไกล (telemedicine) อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรับคำปรึกษา

👉 ยารักษาสุขภาพจิตบางประเภทอาจมีข้อห้ามในการนำเข้าประเทศ​ ควรศึกษาข้อมูลล่วงหน้า และเตรียมใบขออนุญาตแต่เนิ่นๆ

6: โรคติดเชื้อในประเทศญี่ปุ่น

  1. โรค COVID-19 หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับ COVID-19 สามารถติดต่อศูนย์ Call Center ของกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น (MHLW)
    📞 0120-565-653 (นอกเวลาทำการ)
  2. หากถูกสัตว์กัดหรือข่วน ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า
  3. วัคซีน อ้างอิงคำแนะนำจาก CDC (Center for Disease Control and Prevention) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา ได้ออกคำแนะนำการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นดังนี้
    • วัคซีนมาตรฐาน ได้แก่
    • อีสุกอีใส (Chickenpox / Varicella)
    • คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (Diphtheria-Tetanus-Pertussis: DTaP, Tdap หรือ Td)
    • ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
    • หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR)
    • โปลิโอ (Polio)
    • งูสวัด (Shingles)

คำแนะนำเหล่านี้สอดคล้องไปกับการฉีดวัคซีนพื้นฐานในประเทศไทย ตามคำแนะนำการฉีควัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในประเทศไทย ปีพ.ศ.2568 ของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ที่แนะนำให้ฉีดวัคซีนต่างๆเหล่านี้อยู่แล้วในคนไทยผู้ใหญ่ทุกคน ยกเว้น วัคซีนงูสวัด ซึ่งแนะนำให้ฉีดเมื่ออายุมากกว่าหรือเท่ากับ 60 ปีขึ้นไป หรือเมื่อมีประวัติเสี่ยงสูงเท่านั้น 

       2. วัคซีนชนิดอื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี ไข้สมองอักเสบเจอี โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว คำแนะนำนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีประวัติเสี่ยงต่างๆ เช่นเดินทางไปยังสถานที่ที่มีโรคระบาด หรือพื้นที่ที่ภาวะสุขอนามัยไม่ดี หรือในคนที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เป็นโรคตับแข็ง ภูมิคุ้มกันต่ำ ได้รับยากดภูมิ เป็นต้น ไม่ได้แนะนำให้ฉีดสำหรับคนที่สุขภาพแข็งแรงโดยทั่วไป ดังนั้น การพิจารณาฉีดวัคซีนเหล่านี้อาจจะพิจารณาเป็นรายบุคคล หรือหากไม่แน่ใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดครับ

7. เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ทำอย่างไร?

แผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในญี่ปุ่น โดย สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency) มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ก่อนเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ซึ่งถือเป็นระบบเฉพาะของประเทศญี่ปุ่น

ทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว ระบบจะคาดการณ์ความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ และส่งสัญญาณเตือนอย่างรวดเร็วผ่าน

  • โทรทัศน์
  • วิทยุ
  • โทรศัพท์มือถือ
  • และสื่ออื่น ๆ

หากคุณได้รับการแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ควรตั้งสติและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย

วิธีปฏิบัติเมื่อมีสัญญาณเตือน

  • ป้องกันศีรษะ
  • อย่าอยู่ใกล้เฟอร์นิเจอร์
  • อยู่ห่างจากกำแพง
  • ระวังวัตถุที่อาจตกลงมา
  • หากอยู่ในอาคาร ให้หมอบลงในจุดที่ปลอดภัย หรือหลบใต้โต๊ะ หาที่ยึดจับให้มั่น และอย่ารีบวิ่งหนีออกนอกอาคาร (อุบัติเหตุการบาดเจ็บมักเกิดในกลุ่มผู้พยายามวิ่งหนีมากกว่าคนที่อยู่เฉยและหาที่หลบ)
  • หากใช้ลิฟต์ให้ออกจากลิฟต์ไปยังชั้นที่ใกล้ที่สุด
  • หากขับรถ ให้เปิดไฟฉุกเฉินและค่อย ๆ ชะลอความเร็ว และหลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน

👉 หากมีปัญหา สามารถไปขอความช่วยเหลือที่สถานีตำรวจ (Koban)

นอกจากนี้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่อาจทำให้เกิดสึนามิได้

  • ภายในประมาณ 3 นาทีหลังแผ่นดินไหว อาจมีการประกาศเตือนสึนามิ
  • หากมีประกาศเตือน ให้รีบอพยพไปยังที่สูง และห่างจากชายฝั่งทันที

อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่เป็นบ่อยขณะเที่ยวญี่ปุ่น

🤧 1. ปัญหาทางเดินหายใจ: อาการที่พบบ่อยที่สุด

ทำไมอาการเหล่านี้ถึงพบบ่อย?

  • อากาศแห้ง: ญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว มีอากาศแห้งกว่าหลายประเทศ ความแห้งนี้ยิ่งมากขึ้นในเครื่องบินระยะไกลและห้องพักที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ทำให้ระคายเคืองคอและโพรงจมูก
  • การสัมผัสเชื้อไวรัส: สถานที่ที่มีคนหนาแน่น เช่น สนามบิน เครื่องบิน และขนส่งสาธารณะ เพิ่มโอกาสในการรับเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการไอและเจ็บคอ
  • ความอ่อนล้า: Jet lag และตารางท่องเที่ยวที่แน่น ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และติดหวัดได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันและดูแล (ตามแนวทาง CDC/MHLW)

  1. ล้างมืออย่างเคร่งครัด: เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด ล้างมือด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ (≥60%) หากไม่มีน้ำ
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เช่น น้ำเปล่าหรือชาที่ไม่มีคาเฟอีน เพื่อให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้น
  3. สวมหน้ากาก: โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดหรือแออัด เช่น รถไฟใต้ดิน
  4. เพิ่มความชื้นในห้องพัก: ขอเครื่องเพิ่มความชื้นจากโรงแรม หรือใช้ผ้าชุบน้ำแขวนในห้อง
  5. พักผ่อน: หากเริ่มมีอาการ ควรพักให้เพียงพอ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานต่อสู้กับเชื้อโรค

🤒 2. อาการทั่วร่างกาย: ไข้และอ่อนเพลีย

การรู้สึกไม่สบาย อ่อนแรง หรือมีไข้ เป็นอาการที่พบได้บ่อย ซึ่งอาจเกิดร่วมกับการติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือเกิดจากความเหนื่อยล้า

ทำไมอาการเหล่านี้ถึงพบบ่อย?

  • การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน: ไข้และความอ่อนเพลียเป็นกลไกของร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรค
  • Jet lag และความเหนื่อยล้า: การเดินทางไกลและตารางเที่ยวแน่น อาจทำให้รู้สึกเหมือนป่วย
  • ภาวะขาดน้ำ: แม้ขาดน้ำเล็กน้อย ก็ทำให้เหนื่อยและปวดศีรษะได้

วิธีป้องกันและดูแล

  1. จัดตารางให้เหมาะสม: วันแรกไม่ควรทำกิจกรรมหนัก และควรนอนให้ได้ 7–8 ชั่วโมง
  2. ดูแลไข้ให้ปลอดภัย: พักผ่อนและดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  3. ใช้ยาทั่วไป (OTC): เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน เพื่อลดไข้และปวดเมื่อย (ใช้ตามคำแนะนำ และห้ามใช้ aspirin ในเด็ก)
  4. ติดตามอาการ: หากอาการดีขึ้นและไม่มีไข้ต่อเนื่องอย่างน้อย 24 ชั่วโมง สามารถกลับไปทำกิจกรรมได้
    👉 หากไข้สูงหรือเป็นหลายวัน ควรพบแพทย์

🤢 3. ปัญหาระบบทางเดินอาหาร: ปวดท้องและท้องเสียจากการเดินทาง

ทำไมอาการเหล่านี้ถึงพบบ่อย?

  • อาหารใหม่: ระบบย่อยอาหารอาจไม่คุ้นเคยกับวัตถุดิบ น้ำมัน หรือเครื่องปรุง
  • ท้องเสียจากการเดินทาง (Traveler’s Diarrhea): แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ แต่ยังสามารถเกิดได้จากเชื้อแบคทีเรียในอาหารหรือน้ำ
  • อาหารดิบ: เช่น ซูชิหรือซาชิมิ แม้โดยทั่วไปปลอดภัย แต่มีความเสี่ยงมากกว่าอาหารปรุงสุก

วิธีป้องกันและดูแล

  1. เลือกอาหารอย่างปลอดภัย: กินอาหารที่ปรุงสุกและร้อน ตามหลัก “Boil it, cook it, peel it, or forget it”
  2. เลือกอาหารดิบอย่างระมัดระวัง: ควรเลือกร้านที่สะอาดและมีคนใช้บริการมาก
  3. ล้างมือ: ก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: โดยเฉพาะหากมีอาการท้องเสีย ควรดื่มน้ำสะอาด หรือเกลือแร่
  5. การใช้ยา: ยาหยุดถ่าย (เช่น Loperamide) อาจช่วยได้ชั่วคราว ❗แต่ห้ามใช้ หากมีไข้หรือถ่ายเป็นเลือด เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง 

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาลทันที?

คำถามที่พบบ่อย FAQ เที่ยวญี่ปุ่นแล้วป่วย ทำยังไง?

เที่ยวญี่ปุ่นแล้วป่วย ต้องจ่ายค่ารักษาอย่างไร?

นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง หรือใช้ประกันเดินทาง

โทรฉุกเฉินเบอร์อะไรในญี่ปุ่น?

โทร 119 สำหรับรถพยาบาล จากนั้นแจ้งที่อยู่ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่

ไม่มีประกัน รักษาได้ไหม?

รักษาได้ แต่ต้องจ่ายเต็มจำนวน

ร้านขายยาที่ญี่ปุ่นมีครบไหม?

ไม่เสมอไป ควรเตรียมยาสำคัญไปเอง และอาจจะไม่สามารถซื้อยาบางชนิดได้ หากไม่มีเภสัชกร

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาลทันที?

หากไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะต้องการประเมินสุขภาพหัวใจ

คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ ตั้งอยู่บนชั้น 2 อาคารแกรนด์อเวนิว โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 
เราให้บริการตรวจหัวใจโดยแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน รู้ผลเร็ว การเดินทางสะดวกสบาย อยู่ริมถนนราชพฤกษ์ มีที่จอดรถกว้างขวาง สามารถติดต่อสอบถามวันและเวลาทำการได้ทาง LINE: @ratchapruek.heart หรือโทรสอบถาม 097-939-4462

เกี่ยวกับผู้เขียน

 อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ 

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/โรงพยาบาลธนบุรี/คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

“จากการที่ผมได้ท่องเที่ยวด้วยการ Backpack มา 10 กว่าปี มากกว่า 30 ประเทศ พบว่าการดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วยขณะท่องเที่ยวมีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่เรามีข้อจำกัดที่สำคัญคือ เราจะหาข้อมูลและความรู้สุขภาพที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือได้อย่างไร รวมถึงความรู้ที่เหมาะสมสำหรับบริบทคนไทยก็ยังไม่ค่อยมี ดังนั้น การเขียนบทความนี้ เกิดจาก passion ส่วนตัวร่วมกับการสืบค้นคำตอบจากข้อสงสัยต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการท่องเที่ยวประเทศต่างๆ จึงอยากนำมาแบ่งปันความรู้สู่คนอื่นๆเช่นกัน”

“เนื้อหาที่เขียนลงบทความนี้ได้จากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลและวารสารที่น่าเชื่อถือ เท่าที่จะสืบค้นได้อย่างเต็มความสามารถ อย่างไรก็ตาม ใจความอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ผมยินดีรับฟังคำแนะนำและข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ครับ”

ดูแลสุขภาพก่อนเดินทาง สำคัญกว่าที่คิด

หากคุณมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจประเมินสุขภาพก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินในต่างประเทศ
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG และ Echo หรือตรวจเลือดเช็คสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางได้
ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์โดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดยอ้างอิงจากข้อมูลและแนวทางด้านสาธารณสุข และแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่สามารถทดแทนการให้คำแนะนำทางการแพทย์จากการตรวจรักษาจริงได้

หากคุณมีอาการรุนแรง หรือเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ 👉 ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที หรือโทร 119 เพื่อเรียกรถพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น

📍 แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้ง หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ

One Response

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *