ลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย ทำอย่างไร? สาระน่ารู้สำหรับชาวนนทบุรี
โรคอ้วน | การคุมอาหาร | ยาฉีดลดน้ำหนัก
คำแนะนำการลดน้ำหนัก โดยชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย
ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ต้องทำอย่างไร?
สำหรับชาวนนทบุรี ราชพฤกษ์ หรือผู้ที่สนใจ การลดน้ำหนักมีหลักการที่สำคัญได้แก่
- ควบคุมอาหาร (calorie deficit)
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ปรับพฤติกรรมระยะยาว
- ใช้ยาลดน้ำหนักในบางกรณี
- พิจารณาผ่าตัดในรายอ้วนมาก
ควรลดน้ำหนัก 5–10% ของน้ำหนักตัว เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพ
Highlight บทความ ลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย | ลดน้ำหนัก นนทบุรี
- การลดน้ำหนักให้ได้ผลอย่างยั่งยืนอาศัยการควบคุมอาหารคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ยาควบคุมน้ำหนักได้ผลเพียงชั่วคราว ดังนั้น ควรคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และออกกำลังกายร่วมด้วย ไม่ควรพึ่งพาการใช้ยาเพียงอย่างเดียว
- ยาช่วยลดน้ำหนักมีหลายชนิด ยาที่นิยมใช้ในประเทศไทยคือ Wegovy และ Mounjaro แนะนำให้ใช้เฉพาะผู้ที่มีข้อบ่งชี้
- ยาลดน้ำหนักที่นิยม มักเป็นชนิดยาฉีดใต้ผิวหนัง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และต้องควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ยาลดน้ำหนักส่วนมากมักมีผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ดังนั้นควรศึกษาข้อมูล ข้อบ่งชี้ และความปลอดภัยก่อนใช้ยาเสมอ
โรคอ้วนคืออะไร? ใครบ้างจัดว่าอ้วนทางการแพทย์?
- โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการที่มีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าปกติจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ
- การวินิจฉัยโรคอ้วน สามารถวินิจฉัยได้โดยการวัดปริมาณไขมันในร่างกาย ปัจจุบันมีการใช้เทคนิคและเครื่องมือต่างๆ เพื่อใช้ในการวัดปริมาณไขมันในร่างกาย เช่น การวัดองค์ประกอบของร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้า (Bioelectrical impedance analysis (BIA)), DEXA, MRI ซึ่งมีข้อจำกัดและค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้น เราจึงนิยมใช้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งคำนวณจากน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง และ เส้นรอบเอว มาเป็นเกณฑ์ง่ายๆ เพื่อวินิจฉัยโรคอ้วน
- การวินิจฉัยโรคอ้วนด้วยดัชนีมวลกาย (BMI) ตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกสำหรับคนไทยและคนเอเชีย
- BMI เกิน 23-24.9 กก./ตรม.: ถือว่าอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน (Overweight)
- BMI เกิน 25-34.9 กก./ตรม: ถือว่าเป็นภาวะอ้วน ระดับ 1
- BMI เกิน 35-39.9 กก./ตรม: ถือว่าเป็นภาวะอ้วน ระดับ 2
- BMI เกิน 40 กก./ตรม: ถือว่าเป็นภาวะอ้วน ระดับ 3 (โรคอ้วนรุนแรง)
- เกณฑ์ตัดสินภาวะอ้วนลงพุงในคนไทย
- สามารถประเมินง่ายๆ ด้วยการวัดเส้นรอบเอวตรงระดับกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงและขอบบนของกระดูกเชิงกราน สามารถทำนายการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วนได้ดีกว่าดัชนีมวลกาย
- โดยมีเกณฑ์มาตรฐานดังนี้
- ผู้ชาย เส้นรอบเอว ≥ 90 เซนติเมตร
- ผู้หญิง เส้นรอบเอว ≥ 80 เซนติเมตร
โรคอ้วนอันตรายอย่างไร?
จากข้อมูลการศึกษาจากยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ จำนวน 894,576 รายจาก 57 การศึกษา พบว่า ผู้ที่มีโรคอ้วน ดัชนีมวลกาย 30-35 กก/ตรม. จะมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นลง 2-4 ปี และหากเป็นกลุ่มอ้วนรุนแรง กล่าวคือ มีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 กก./ตรม. จะมีอายุเฉลี่ยสั้นลง 8-10 ปี
โรคอ้วนส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยที่มากขึ้นและมีอัตราการเสียชีวิตที่มากขึ้น โดยโรคที่เป็นผลจากความอ้วน มีดังนี้
- โรคเรื้อรังที่เป็นผลจากโครงสร้างรูปร่างกายอ้วน (anatomical effects)
- โรคหยุดหายใจขณะหลับและหายใจลดลงขณะหลับ (Obstructive sleep apnea, obesity hypoventilation syndrome) ผู้ปวยอาจมีอาการนอนหลับไม่เพียงพอ ง่วงนอนง่ายเวลากลางวัน ปวดศีรษะตอนเช้า ความดันโลหิตสูง บางรายอาจทำให้กรดไหลย้อนเป็นมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้น
- กระดูกข้อเสื่อม (Osteoarthritis) มีอาการปวดเข่า ปวดหลัง
- โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน และ Barrett’s esophagus
- โรคเรื้อรังจากภาวะการเผาผลาญและเมตาบอลิซึมผิดปกติ
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เส้นเลือดสมองตีบจนเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต
- หัวใจล้มเหลว
- ไขมันพอกตับ
- นิ่วในถุงน้ำดี จนอาจมีอาการปวดท้องด้านขวาบนเรื้อรัง บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนเช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ปวดท้องรุนแรง
- หอบหืด
- โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- ไตวายเรื้อรัง
- โรคเกาต์
- โรคอื่นๆ เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรคถุงน้ำรังไข่ เป็นต้น
- ปัญหาทางสังคมและจิตใจ
แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วน พ.ศ. 2568 โดยชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย
แนวทางการวินิจฉัยและรักษา (guidelines) โรคอ้วน พ.ศ. 2568 โดยชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย เป็นหนังสือคู่มือสำหรับแพทย์ที่อัพเดตล่าสุด จัดทำโดยแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศไทยด้านอายุรศาสตร์หลากหลายอนุสาขาหลายท่าน โดยรวบรวมหลักฐานทางวิชาการ และหลักฐานการแพทย์ต่างๆทั่วโลกที่เหมาะสมเพื่อเป็นมาตรฐานแนวทางในการลดน้ำหนักสำหรับดูแลผู้ป่วยโรคอ้วนชาวไทย ในบทความนี้ จะขอสรุปคำแนะนำหลักๆของ guidelines เพื่อประโยชน์ในการลดน้ำหนักที่ถูกต้องตามหลักฐานทางการแพทย์
แนวทางการลดน้ำหนัก ตามหลักฐานทางการแพทย์
วิธีการลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วน แบ่งได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษาด้วยยาลดน้ำหนัก และการผ่าตัดลดน้ำหนัก แต่การรักษาเพื่อให้ได้ผลที่ยั่งยืนจำเป็นต้องใช้ “หลายวิธีประกอบกัน”
1. การควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
- สารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันควรมีสัดส่วนระหว่างคาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน ร้อยละ 45-65 และ 20-35 ของพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน และมีโปรตีนอย่างน้อย 0.83 กรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม
- หัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักคือ ในแต่ละวันควรมีการใช้พลังงานออกไป มากกว่า พลังงานที่ได้รับและพลังงานสะสมในร่างกาย (มีการขาดดุลพลังงานแต่ละวัน)
- แม้จะลดปริมาณพลังงานที่ได้รับ แต่ควรมีการบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและพอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย
- การควบคุมอาหารมีหลายเทคนิค หลายชนิดให้ผลการลดน้ำหนักได้ดีในช่วงแรก บางชนิดให้ผลดีในช่วงต่อมา เมื่อมองในระยะยาว ควรเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดที่สามารถปฎิบัติตามได้เป็นเวลานาน เนื่องจากการลดน้ำหนักที่ได้ผลดี ต้องใช้วินัยต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ปัจจุบันมีเทคนิคการลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารหลากหลายวิธี ดังนี้
1.1. อาหารให้พลังงานต่ำมาก
- เป็นอาหารทางการแพทย์ที่ให้พลังงานน้อยกว่า 800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน อยู่ในรูปผงละลายน้ำชงดื่ม
- มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ส่วนสารอาหารอื่นตามความต้องการต่อวันปกติ
- เทคนิคนี้ควรมีแพทย์ดูแลใกล้ชิดเนื่องจากมีผลข้างเคียงได้ เช่น ความดันต่ำ หน้ามืด เป็นลม
- ลดน้ำหนักได้ดีในระยะแรก แต่ระยะยาวให้ผลไม่แตกต่างจากเทคนิคอื่น จึงเหมาะสำหรับผู้มีน้ำหนักตัวมาก BMI > 30 และมีปัญหาสุขภาพอื่นร่วม เช่น ลดน้ำหนักตัวก่อนผ่าตัด เป็นต้น
1.2. อาหารให้พลังงานต่ำปานกลาง
1.2.1 อาหารไขมันต่ำ คาร์โบไฮเดรตสูง (ไขมันน้อยกว่า 20% คาร์โบไฮเดรต 65% โปรตีน 10-20%)
- เน้นอาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวกล้อง, ควินัว, โอ๊ต, เผือก, มันเทศ, ผักหัว และผลไม้ต่างๆ หลีกเลี่ยงคาร์บขัดสี (ข้าวขาว, ขนมปังขาว) และน้ำตาลเติมแต่ง ช่วยให้อิ่มนาน พลังงานเสถียร เหมาะสำหรับผู้ต้องการพลังงานเพื่อออกกำลังกายและลดไขมัน
- ทานคู่โปรตีนไขมันต่ำ: เช่น อกไก่, ไข่ขาว, ปลาเนื้อขาว เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน
- เลี่ยงการปรุงด้วยน้ำมัน: ใช้วิธี ต้ม, นึ่ง, อบ หรือผัดด้วยน้ำแทน
1.2.2 อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไม่จำกัดไขมัน
- ตัวอย่างเช่น Atkins diet และ ketogenic diet
- ไม่ได้มีการกำหนดพลังงานที่ได้รับแน่ชัด แต่มักจะได้รับคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่า 100 กรัมต่อวัน
- เมื่อคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก จะผลักดันให้ร่างกายหันไปเผาผลาญไขมันที่มีให้กลายเป็นพลังงาน ผลข้างเคียงจากการสลายไขมันนี้จะทำให้มีสารคีโตนคั่งในร่างกายซึ่งจะทำให้ลดความอยากอาหารลงไปอีก
- มักใช้ลดน้ำหนักได้เร็ว แต่อาจมีหน้ามืด อ่อนเพลียมาก น้ำตาลต่ำ เกลือแร่ผิดปกติ จึงไม่ควรใช้วิธีนี้เป็นเวลานานเพราะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
1.2.3 อาหารควบคุมพลังงานที่มีโปรตีนสูง
- โปรตีน 25% ไขมัน 30%
- ลดน้ำหนักได้ดี
1.2.4 อาหารให้พลังงานต่ำแบบสมดุล
- จำกัดการได้รับพลังงาน 1000-1200 กิโลแคลอรี่ต่อวัน
- ยังคงสัดส่วนส่วนอาหารที่ได้รับตามปกติ (คาร์โบไฮเดรต 50-55% โปรตีน 15-20% ไขมัน 30-35%) ควรทานอาหารให้หลากหลายเพื่อลดโอกาสขาดสารอาหาร
- ให้ทานอาหารให้น้อยลง 500-600 กิโลแคลอรี่ต่อวัน
- เทคนิคนี้มักสามารถปฏิบัติในระยะยาวได้จริง
1.3. เทคนิคการคุมอาหารแบบอื่นๆ
- Mediterranean diets (ส่งเสริมการทานถั่ว น้ำมักมะกอก ธัญญาหาร ผัก และปลา)
- Low glycemic index diets (ทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ)
- Low energy density diets (เน้นทานผักผลไม้ ที่มีแป้งน้อย นมขาดมันเนยและซุปใส)
- Portion control diets (อาหารควบคุมตามสัดส่วน และใช้อาหารทดแทน (Meal replacement))
- Intermittent Fasting (IF)
- ลดน้ำหนักโดยอดอาหารเป็นช่วงๆโดยอดอาหารหลังตื่นนอนเป็นระยะเวลาหนึ่งหลายชั่วโมง แล้วกลับมาทานอาหารในช่วงเวลาที่เหลือของวัน เช่น ทานอาหาร 8 ชั่วโมง งดอาหาร 16 ชั่วโมง
- งานศึกษาวิจัยชนิด meta-analysis พบว่า การคุมอาหารด้วยวิธี IF ให้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักและไขมันไม่แตกต่างจากการคุมอาหารแบบธรรมดา
2. การออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนัก
- การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวมักไม่สามารถลดน้ำหนักได้ แต่ควรเป็นการออกกำลังกายควบคู่ไปกับการคุมอาหาร
- การออกกำลังกายนอกจากช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินแล้ว ยังช่วยลดการสูญเสียกล้ามเนื้อจากการอดอาหารอีกด้วย นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำตาล ไขมันในเลือด และความดันโลหิตสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้
- สำหรับคนอ้วน โดยเฉพาะอ้วนมาก การออกกำลังกายอาจเพิ่มการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ จึงควรมีการตรวจประเมินร่างกายก่อนออกกำลังกาย
- วิธีออกกำลังกาย
- Aerobic exercise เป็นการออกกำลังกายหลัก โดยมีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของร่างกายต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที
- ตัวอย่างเช่น เดิน วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น
- ความหนักระดับปานกลาง (moderate intensity) โดยประเมินความหนักของการออกกำลังกายโดยดูจากออกกำลังกายจนชีพจรเต้น 40%-70% ของอัตราชีพจรสูงสุด (คำนวณจาก 220-อายุ)
- ตัวอย่างการคำนวณ อายุ 45 ปี : ควรออกกำลังกายจนกระทั่งอัตราชีพจร =40% x (220-45) ถึง 70% x (220-45) นั่นคือ 70-122 ครั้งต่อนาที
- ระยะเวลาการออกกำลังกายต่อครั้ง อย่างต่ำ 20-30 นาทีต่อครั้ง
- ความถี่ในการออกกำลังกาย 5-7 วันต่อสัปดาห์
- Resistance exercise เป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกกันว่า weight training สามารถทำร่วมกันหรือสลับกันกับ aerobic exercise
- ในกรณีที่น้ำหนักตัวสูงมาก จนเคลื่อนไหวลำบาก (morbid obesity) แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกาย Resistance exercise เริ่มต้นจากบริหารกล้ามเนื้อมันใหญ่ก่อน ครั้งละ 30 นาที แล้วค่อยๆเพิ่มความแรงในการออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนทุก 1-2 สัปดาห์จนกว่าจะแข็งแรงพอที่จะออกกำลังกายแบบ aerobic exercise ต่อไปได้
- Aerobic exercise เป็นการออกกำลังกายหลัก โดยมีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของร่างกายต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที
3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- เป้าหมายคือปรับปรุงพฤติกรรมและนิสัยการทานอาหารและการออกกำลังกาย ตามคำแนะนำข้างต้น หากยังไม่สำเร็จ จะมีพฤติกรรมบำบัดสามารถช่วยได้
- มีหลากหลายเทคนิค เช่น motivation interview, Self-monitoring for eating habits, stress management, stimulus control เป็นต้น
4. ยาลดน้ำหนัก
ในปัจจุบัน ยาลดน้ำหนักเป็นที่กล่าวถึงกันอย่างมาก ในจังหวัดนนทบุรีและย่านราชพฤกษ์ก็มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม คนไข้หลายคนมีการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องและเกินความจำเป็น นอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายแล้ว อาจมีผลเสียต่อสุขภาพร่วมด้วย ดังนั้น คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ ที่พึ่งสุขภาพใกล้ฉัน จะขอสรุปแนวทางการใช้ยาลดน้ำหนัก ตามหลักฐานทางการแพทย์ดังนี้
ต้องการใช้ยาลดน้ำหนัก มีหลักการใช้อย่างไร?
- การใช้ยาลดน้ำหนัก ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสมอ
- ยาลดน้ำหนัก ไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วน เมื่อหยุดใช้ยาน้ำหนักจะกลับขึ้นได้อีก
- การใช้ยาลดน้ำหนัก ควรอยู่ใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และไม่ควรซื้อยามาใช้เอง
- ควรพิจารณาถึงผลเสียและผลข้างเคียงจากการใช้ยาลดน้ำหนักเปรียบเทียบกับผลดีที่ได้จากการลดน้ำหนัก ก่อนพิจารณาเริ่มใช้ยาเสมอ
- ก่อนเริ่มใช้ยาลดน้ำหนัก ควรรักษาด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่างน้อย 3 เดือนก่อนเสมอ หากการดูแลดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้เกิน 10% ใน 3 เดือน แสดงว่าการใช้ยาลดน้ำหนักอาจจะยังไม่จำเป็น
- หลังจากใช้ยาลดน้ำหนักไปแล้ว 3-6 เดือน แต่น้ำหนักตัวยังลดลงไม่ถึง 5% ควรเลิกใช้ยา เนื่องจากไม่น่าจะได้ผลและอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้
BMI เท่าไหร่ถึงต้องใช้ยาลดน้ำหนัก?
คำแนะนำของสมาคมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 และ องค์การอาหารและยา (อย.) ได้แนะนำเกณฑ์การใช้ยาลดน้ำหนักดังนี้
- BMI > 27 กก./ตรม. หลังได้รับการรักษาด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- BMI > 25 กก./ตรม. หลังได้รับการรักษาด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหยุดหายใจขณะหลับ หรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
ใครบ้างที่ไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนัก?
- อายุน้อยกว่า 12 ปี
- สตรีตั้งครรภ์
- ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ยาลดน้ำหนักที่มีจำหน่ายในประเทศไทย มีอะไรบ้าง?
1. Phentermine, Diethylprion
- เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 ต้องซื้อจากกองควบคุมวัตถุเสพติดของอย.เท่านั้น ไม่มีจำหน่ายในร้านขายยา
- ยาเพิ่มการหลั่ง Dopamine และ Norepinephrine จากระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ลดความอยากอาหาร
- การใช้ยาไปนานๆอาจทำให้ยาไม่ได้ผลหรือทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงอาจมีผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น หวาดระแวง หูแว่ว ท้องผูก ใจสั่น ซีมเศร้า ท้องผูก
- ไม่ควรใช้ยานานเกิน 3-6 เดือน
- ข้อห้ามใช้ยาคือ ประวัติโรคจิต ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูงที่คุมไม่ดี ไทรอยด์เป็นพิษ ต้อหินและมีประวัติติดยาเสพติด
2. Orlistat
- ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Lipase ในระบบทางเดินอาหารทำให้ ไม่สามารถดูดซึมอาหารไขมันได้
- รับประทานขนาด 120 มก. พร้อมอาหาร เช้า กลางวัน เย็น พบว่าลดการดูดซึมไขมันได้ 30%
- ยามักช่วยให้ลดน้ำหนักได้ช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นน้ำหนักจะคงที่หรือเพิ่มขึ้นแม้จะใช้ยาต่อเนื่อง และมีการศีกษาพบว่าการทานยาต่อเนื่อง 4 ปี สามารถลดน้ำหนักลงได้ประมาณ 2.8 กิโลกรัมเมื่อเทีบกับทานยาหลอก
- ผลข้างเคียงสำคัญคือ ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมันลอย และไม่ควรใช้ยาในคนไข้ที่มีปัญหาการดูดซึมสารอาหารไม่ดี (malabsorption syndrome)
3. Liraglutide
- เป็นยากลุ่ม Glucagon-like peptide 1 (GLP1) receptor agonist ทำให้ลดความอยากอาหารและรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นหลังรับประทานอาหาร และช่วยกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินทำให้ลดน้ำตาลอีกด้วย
- ฉีดยาใต้ผิวหนัง วันละ 1 ครั้ง เริ่มต้นที่ 0.6 มก./วัน แล้วปรับยาเพิ่มทีละ 0.6 มก.ทุกสัปดาห์จนได้เป้าหมาย 3 มก./วัน
- การใช้ยานี้ขนาด 3 มก.ต่อวันนาน 56 สัปดาห์ช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 8% เทียบกับยาหลอกที่ลดได้ 2.6% (SCALE study)
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียน ผลข้างเคียงที่พบได้แต่ไม่บ่อยคือ ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ
- ข้อห้ามใช้ เป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ชนิด medullary thyroid carcinoma หรือประวัติครอบครัวเป็นโรค Multiple Endocrine Neoplasia Type 2
4. Semaglutide (Wegovy®, Ozempic®, Rybelsus®)
- เป็นยากลุ่ม GLP1 receptor agonist เหมือน Liraglutide แต่ปรับสูตรยาเพื่อลดการฉีดยาจากวันละครั้งเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักและควบคุมน้ำตาลในเลือดสูงกว่า Liraglutide
- การใช้ยาจะเริ่มด้วยขนาดต่ำที่สุดก่อน จากนั้นแพทย์จะพิจารณาปรับเพิ่มขนาดยาทีละ 4 สัปดาห์จนได้ประสิทธิภาพตามที่ต้องการ เพื่อลดผลข้างเคียงจากยา
- เมื่อใช้ยาขนาดสูง 2.4 มก.สัปดาห์ต่อเนื่อง 68 สัปดาห์ สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 10%-15% (STEP trials) โดยผลการลดน้ำหนักขึ้นกับกลุ่มประชากรที่ศึกษาและการออกแบบงานวิจัย
- นอกเหนือจากการลดน้ำหนัก ยังมีหลักฐานการแพทย์สนับสนุนว่ายากลุ่มนี้มีประโยชน์ในการช่วยดูแลรักษาโรคไขมันพอกตับ โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเสื่อม
- ในประเทศไทย มียา 3 ยี่ห้อได้แก่ 1. Ozempic® เป็นยาฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้สำหรับรักษาเบาหวานที่มีโรคอ้วนร่วม 2. Wegovy® เป็นยาฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ได้รับการรับรองจากอย.สำหรับใช้ในการลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ และ 3. Rybelsus® เป็นยาเม็ดรับประทานวันละ 1 ครั้ง เป็นอีกทางเลือกสำหรับการใช้ยากลุ่มนี้ที่ไม่ต้องการฉีดยา (ควรปรึกษาแพทย์ถึงรายละเอียด ประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงต่างๆจากยาแต่ละชนิด ก่อนพิจารณาการเลือกใช้ยา)
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูกหรือท้องเสีย
- จากรายงานในอดีตพบผลข้างเคียงเรื่องซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ แต่การศึกษาระยะถัดมาพบว่าไม่แตกต่างจากยาหลอก
- ข้อห้ามใช้ เป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ชนิด medullary thyroid carcinoma หรือประวัติครอบครัวเป็นโรค Multiple Endocrine Neoplasia Type 2
5. Tirzepatide (Mounjaro®)
- เป็นยาที่ออกฤทธิ์สองกลไก ได้แก่ GLP1 receptor agonist และ glucose dependent insulinotropic peptide (GIP) receptor agonist ทำให้ลดความอยากอาหารและรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และลดน้ำตาลเลือด
- ฉีดยาใต้ผิวหนัง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- ยา Tirzepatide ที่วางในปัจจุบันมีชื่อการค้าคือ Mounjaro®
- การใช้ยาจะเริ่มจากยาขนาด 5 มก.ต่อสัปดาห์ แล้วปรับเพิ่มขนาดยาทุก 4 สัปดาห์จนได้เป้าหมายที่ต้องการ โดยมีการศึกษาพบว่าเมื่อใช้ยา 15 มก.ต่อสัปดาห์นาน 72 สัปดาห์ อาจลดน้ำหนักได้ถึง 20% (SURMOUNT study)
- มีการศึกษาเปรียบเทียบพบว่ายา Tirzepatide สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า Semaglutide
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูกหรือท้องเสีย
- ข้อห้ามใช้ เป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ชนิด medullary thyroid carcinoma หรือประวัติครอบครัวเป็นโรค Multiple Endocrine Neoplasia Type 2
ยาลดน้ำหนักที่เราใช้อยู่ใช้ได้ผลหรือไม่? จะประเมินอย่างไร?
- น้ำหนักควรจะลดลงอย่างน้อย 2 กก.ในเดือนแรกของการเริ่มยา
- น้ำหนักควรจะลดลงอย่างน้อย 5% ของน้ำหนักก่อนเริ่มยา หลังจากที่ใช้ยาไปแล้ว 3-6 เดือน
5. การผ่าตัดลดน้ำหนักเพื่อรักษาโรคอ้วน (Bariatric surgery)
เป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่ได้ประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการรักษาด้วยการผ่าตัด จึงเลือกใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีการอื่นไม่ได้ผลแล้ว
ใครบ้างที่ควรผ่าตัดลดน้ำหนัก?
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดลดน้ำหนัก ตามเกณฑ์ของกองทุนประกันสังคมในประเทศไทย
- BMI > 37.5 กก./ตรม.
- BMI > 32.5 กก./ตรม. ร่วมกับมีโรคร่วมได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง โรคข้อเสื่อม เป็นต้น
- BMI > 30 กก./ตรม. ร่วมกับโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา
วิธีการผ่าตัดลดน้ำหนักที่นิยมใช้ในประเทศไทย
1. Laparoscopic Roux-en-Y gastric-bypass (RYGB)
- เป็นการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้อง เพื่อทำให้กระเพาะอาหารเป็นกระเปาะเล็กๆ ขนาดประมาณ 15-20 ซีซี จากนั้นจะนำลำไส้เล็กส่วนต้นมาต่อที่กระเปาะกระเพาะอาหารทำให้ อาหารที่ทานลงไปไม่ต้องผ่านกระเพาะอาหารทั้งหมดแต่จะไปลงที่ลำไส้เล็กทันที
- การผ่าตัดมีผลให้เราทานอาหารได้ลดลง และลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง ร่วมกับทำให้มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของลำไส้ทำให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
- เป็นการรักษามาตรฐานและนิยมใช้ในรายที่อ้วนมาก เช่น BMI > 35 กก./ตรม.
2. Laparoscopic Sleeve Gastrectomy (LSG)
- เป็นการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้อง เพื่อตัดกระเพาะอาหารออก 70%-80% เป็นการลดขนาดของกระเพาะอาหาร
- การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารมีผลให้เราทานอาหารได้ลดลง และนอกจากนี้ยังมีการตัดกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิวออก ทำให้ความอยากอาหารลดลง
- นิยมใช้ในรายที่อ้วนไม่มาก เช่น BMI < 35 กก./ตรม. ที่มรโรคเบาหวานหรือมีภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วน
การส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
- ไม่ใช่การผ่าตัด แต่เป็นการส่องกล้องกระเพาะอาหารผ่านทางปาก เพื่อไปทำหัตถการลดน้ำหนัก
- แนวทางนี้ไม่ได้ถูกแนะนำโดย แนวทางการรักษาโรคอ้วน พ.ศ. 2568 โดยชมรวมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มีการรักษาด้วยหัตถการชนิดนี้หลายประเภท และได้รับการยอมรับในต่างประเทศ
- เริ่มนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัด และยังสามารถให้ผลการลดน้ำหนักที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ส่องกล้องและอาศัยเครื่องมือชนิดพิเศษ จึงยังมีการใช้อย่างจำกัดในประเทศไทย
1. Intragastric Balloon Weight Loss Procedure
- เป็นการส่องกล้องกระเพาะอาหารผ่านทางปาก เพื่อใส่ซิลิโคนบอลลูนไว้ในกระเพาะอาหาร ทำให้เนื้อที่ของกระเพาะอาหารลดลงและยังช่วยลดความอยากอาหารได้ดี
- มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้ดี แต่อาจมีผลข้างเคียงหลายประการ โดยเฉพาะคลื่นไส้อาเจียน
- มักทำเป็นหัตถการเพื่อลดน้ำหนักเพียงชั่วคราว ไม่เกิน 6 เดือน
2. Endoscopic Sleeve Gastroplasty (ESG)
- เป็นการส่องกล้องกระเพาะอาหารผ่านทางปากเพื่อไปเย็บกระเพาะให้แคบเล็กลง ทำให้ทานอาหารได้ลดลงและลดความอยากอาหาร
- วิธีนี้มีประสิทธิภาพดีในการลดน้ำหนัก และเริ่มนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัด และยังสามารถให้ผลการลดน้ำหนักที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ส่องกล้องและอาศัยเครื่องมือชนิดพิเศษ จึงยังมีการใช้อย่างจำกัดในประเทศไทย
หลังผ่าตัดลดน้ำหนักแล้ว ต้องติดตามอาการนานเท่าไหร่?
ควรติดตามอาการอย่างต่อเนื่องกับแพทย์ผู้ผ่าตัดตลอดชีวิตเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนเรื่องการขาดสารอาหารจากการผ่าตัด นอกจากนี้ การผ่าตัดอาจทำให้การดูดซึมวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิดลดลง จึงอาจต้องมีการรับประทานวิตามินหรือแร่ธาตุเสริมอย่างสม่ำเสมอ
ทำไมควรเลือกปรึกษาการ ลดน้ำหนัก ใน นนทบุรี ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์?
- ให้คำปรึกษาแนะนำโดยแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรม
- ยึดแนวทางการรักษาตามแนวทางเวชปฎิบัติมาตรฐานของสมาคมแพทย์ในประเทศไทย (แนวทางการรักษาโรคอ้วน ประเทศไทย พ.ศ. 2568) และสมาคมแพทย์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล (NICE guidelines 2026)
- ให้การดูแลแบบองค์รวม นอกจากการรักษาโรคอ้วนแล้ว เรายังสามารถให้คำแนะนำและประเมินภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมัน ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ และสามารถตรวจติดตามประเมินผลการรักษาและภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากการใช้ยาลดความอ้วน
- ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล ทั้งค่ายาสำหรับช่วยลดน้ำหนัก และการตรวจโรคอ้วนแบบองค์รวมอื่นๆ
- สะดวก นัดหมายง่ายทางไลน์และการโทรนัด
- คลินิกตั้งอยู่ติดถนนราชพฤกษ์ มีที่จอดรถบริการ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักย่านบางใหญ่ ปากเกร็ด บางกรวย บางบัวทอง ไทรน้อย แจ้งวัฒนะ และเมืองนนทบุรี
Last Updated 20th April, 2026.
เอกสารอ้างอิง
- แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วน พ.ศ. 2568 โดยชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย
- Overweight and Obesity Management. NICE guideline 2026.
- WHO Expert Consultation. Appropriate body mass index for Asian populations and its implications for policy and intervention strategies. Lancet 2004:363:157-63.PMID: 14726171
- Rubino F, Cummings DE, Eckel RH, et al. Definition and diagnostic criteria of clinical obesity. Lancet Diabetes Endocrinol. 2025;13(3):221-262.PMID: 39824205
- Chaitong Churuangsuk.Low Carbohydrate Diets for Obesity – Benefits and Harms. Thai JPEN 2021;29(2):71-81.
- Pi-Sunyer X, Asrup A, Fujoka K, et al. A randomized controlled trial of 3.0 mg of liraglutide in weight management. N Engl J Med 2015; 373:11-22.PMID: 26132939
- Wilding JPH, Batterham RL, Calanna S, Davies M, Van Gaal LF, Lingvay I, et al. Once-weekly semag-lutide in adults with overweight or obesity. N Engl J Med 2021;384:989-1002. PMID: 33567185
- Jastreboff, Ania M, Ahmed N, et al. Tirzepatide Once Weekly for the Treatment of Obesity. N Eng J Med 2022:388:205-216. PMID: 35658024
- Hsu JL, Farrell TM. Updates in Bariatric Surgery. Am Surg. 2024 May;90(5):925-933. doi: 10.1177/00031348231220576. Epub 2023 Dec 7. PMID: 38060198.
- Muniraj T, Day L, Teigen L, et al. AGA Clinical Practice Guidelines on Intragastric Balloons in the Management of Obesity.Gastroenterology, 160, 1799-1808.PMID: 33832655
Last Updated 20th April, 2026.
คำถามที่พบบ่อย FAQ เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก นนทบุรี
A: ในคนเอเชียรวมถึงคนไทย มักใช้เกณฑ์ BMI ต่ำกว่าชาวตะวันตก โดย BMI ≥23 เริ่มถือว่าน้ำหนักเกิน และ BMI ≥25 เข้าข่ายโรคอ้วน
Q: ลดน้ำหนัก 5% มีประโยชน์จริงไหม?
A: มีประโยชน์อย่างมาก โดยการลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักตัว สามารถช่วยลดความดัน ลดน้ำตาล ลดไขมัน และลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ
Q: ควรลดน้ำหนักเดือนละกี่กิโลถึงปลอดภัย?
A: โดยทั่วไปแนะนำประมาณ 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือ 2–4 กิโลต่อเดือน ขึ้นกับน้ำหนักตั้งต้น สุขภาพ และวิธีที่ใช้
Q: ออกกำลังกายแบบไหนช่วยลดน้ำหนักดีที่สุด?
A: ควรใช้ทั้ง คาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ + เวทเทรนนิ่ง เพื่อรักษากล้ามเนื้อ + เพิ่มกิจกรรมระหว่างวัน เช่น เดินขึ้นบันได
Q: ยาลดน้ำหนักต้องใช้ตลอดชีวิตไหม?
A: มักใช้เป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตามบางรายใช้ระยะยาว เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง แต่ขึ้นกับผลลัพธ์ ผลข้างเคียง และแผนการดูแลรายบุคคล
Q: ผ่าตัดลดน้ำหนักเหมาะกับใคร?
A: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อ้วนมาก เช่น BMI > 37.5 กก./ตรม. หรือ BMI > 32.5 กก./ตรม.และมีโรคประจำตัวอื่นร่วม ที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการลดน้ำหนักวิธีอื่น
Q: ลดน้ำหนักเองไม่ได้ แปลว่าขาดวินัยไหม?
A: ไม่ใช่เสมอไป โรคอ้วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม การนอน ความเครียด และสมองควบคุมความหิวด้วย
หากไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ หรือต้องการปรึกษาเรื่องการใช้ยาช่วย ลดน้ำหนัก นนทบุรี
คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ ตั้งอยู่บนชั้น 2 อาคารแกรนด์อเวนิว โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
เราให้บริการตรวจหัวใจโดยแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน รู้ผลเร็ว การเดินทางสะดวกสบาย อยู่ริมถนนราชพฤกษ์ มีที่จอดรถกว้างขวาง สามารถติดต่อสอบถามวันและเวลาทำการได้ทาง LINE: @ratchapruek.heart หรือโทรสอบถาม 097-939-4462
เกี่ยวกับผู้เขียน (Author)
อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ (Gastroenterologist and Hepatologist)
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | โรงพยาบาลธนบุรี | คลินิกหัวใจราชพฤกษ์
Faculty of Medicine, Chulalongkorn University | Thonburi Hospital | Ratchapruek Heart Clinic
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน ที่นี่
บทความนี้เขียนโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคทางเดินอาหารและตับ อ้างอิงจาก guideline หลักของประเทศไทย ได้แก่ แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคอ้วน พ.ศ. 2568 โดยชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย และ guideline ระดับสากลตาม NICE guideline 2026
ปรึกษาเพื่อตรวจโรคหัวใจและโรคอายุรกรรม
หากคุณมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจประเมินสุขภาพหัวใจ หรือหากต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG และ Echo หรือตรวจเลือดเช็คสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางได้
ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์โดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer)
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดยอ้างอิงจากข้อมูลและแนวทางด้านสาธารณสุข และแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่สามารถทดแทนการให้คำแนะนำทางการแพทย์จากการตรวจรักษาจริงได้
แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้ง หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ