ตรวจหัวใจแบบไหนดี ? | แนะนำวิธีการเลือกตรวจหัวใจ คลินิกหัวใจ นนทบุรี

เลือกการตรวจให้เหมาะกับอาการและความเสี่ยงโรคหัวใจ

ตรวจหัวใจ มีวิธีการเลือกอย่างไร คลินิกหัวใจราชพฤกษ์

การตรวจหัวใจไม่ได้จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างในทุกคน การเลือก Heart Workup หรือเครื่องมือในการตรวจหัวใจ ควรพิจารณาจากอาการ อายุ ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ประวัติสุขภาพ และการตรวจร่างกาย โดยการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่ ECG (EKG), Echocardiogram (Echo), Holter Monitoring และการตรวจเลือดรายการต่างๆ ในบทความนี้หมอจะอธิบายหลักการเลือกวิธีการตรวจหัวใจชนิดต่างๆให้ผู้อ่านมาทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้เลือกเครื่องมือในการตรวจได้เหมาะสม โดยไม่เสียเวลา สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและอาจทำให้แปลผลผิดพลาด

ไม่มีการตรวจหัวใจเพียงชนิดเดียวที่ตอบคำถามได้ทุกอย่าง และไม่มีการตรวจเพียงชนิดเดียวที่จะสามารถใช้ได้กับทุกคน

หลักการเลือกเครื่องมือตรวจหัวใจ

หลายคนอยากตรวจหัวใจ แต่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจาก ECG, Echo, Exercise Stress Test, Holter, CT Calcium Score หรือ CT Coronary Angiography (CCTA) คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่มีการตรวจหัวใจชนิดเดียวที่เหมาะกับทุกคน

การตรวจที่เหมาะสมควรเลือกจาก อาการที่เป็น ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ อายุและประวัติครอบครัว โรคประจำตัว และคำถามที่ต้องการหาคำตอบ เพราะการตรวจหัวใจแต่ละชนิด “มองหัวใจคนละด้าน”

หัวใจที่ดูเหมือนปกติในวันนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดหัวใจไม่มีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตรวจทุกอย่างให้มากที่สุด แต่คือการเลือกตรวจให้เหมาะกับ อายุ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพหัวใจอย่างแท้จริง

สรุปเครื่องมือหลักในการตรวจหัวใจ

การตรวจ วัตถุประสงค์ จุดเด่น
การตรวจเลือด
ดูปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น ไขมัน น้ำตาล ไต การอักเสบ และบางกรณีใช้ดูภาวะกล้ามเนื้อหัวใจบาดเจ็บ
ช่วยประเมิน “ความเสี่ยง” และหาสาเหตุร่วม แต่ไม่ได้เห็นโครงสร้างหัวใจหรือหลอดเลือดโดยตรง
ดูจังหวะการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้น ระบบไฟฟ้าหัวใจ และความผิดปกติบางชนิดของกล้ามเนื้อหัวใจ
ตรวจเร็ว เหมาะกับใจสั่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือสงสัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ เช่น การบีบตัว ลิ้นหัวใจ ขนาดห้องหัวใจ ผนังหัวใจ และน้ำรอบหัวใจ
ประเมินภาพรวมการทำงานของหัวใจทำงานดีแค่ไหน แต่ไม่สามารถบอกได้โดยตรงว่าหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่
CT Calcium Score (CTC/CAC)
ตรวจหาและวัดปริมาณ แคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของเส้นเลือดหัวใจตีบ
เหมาะสำหรับประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ที่ยังไม่มีอาการ และช่วยตัดสินใจเรื่องการป้องกัน เช่น การใช้ยาลดไขมัน
CIMT / Carotid Ultrasound
ดูความหนาของผนังหลอดเลือดคอ และตรวจหา plaque ในหลอดเลือด carotid
ช่วยประเมินภาวะหลอดเลือดแข็งในระบบต่างๆของร่างกายโดยไม่ใช้รังสี แต่ไม่ได้เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง
CT Coronary Angiography (CTCA / CCTA)
ดูหลอดเลือดหัวใจโดยตรง เห็นทั้ง soft plaque, calcified plaque และระดับความรุนแรงของเส้นเลือดหัวใจตีบ
เป็นการตรวจที่ให้รายละเอียดของ plaque และตำแหน่งการตีบได้มากกว่า Calcium Score
Exercise Stress Test (EST)
ดูการตอบสนองของหัวใจขณะออกกำลังกาย ทั้ง EKG ชีพจร ความดัน และอาการ
ใช้ประเมินว่าเมื่อหัวใจทำงานหนักแล้วมีหลักฐานของภาวะขาดเลือดหรือไม่ รวมถึงประเมินความสามารถในการออกกำลังกาย
บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24–72 ชั่วโมง หรือมากกว่า เพื่อจับความผิดปกติที่เกิดเป็นช่วง ๆ
เหมาะกับอาการใจสั่น หน้ามืด วูบ หรือสงสัยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ EKG ครั้งเดียวอาจตรวจไม่พบ

โรคหัวใจไม่ได้มีแค่ “เจ็บหน้าอก”

เมื่อพูดถึงโรคหัวใจ หลายคนคิดว่าต้องมีอาการเจ็บหน้าอกก่อน แต่ในความเป็นจริง โรคหัวใจสามารถแสดงอาการได้หลายแบบ เช่น

• แน่นหรือไม่สบายหน้าอก
• เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
• หายใจไม่อิ่ม
• ใจสั่น
• หัวใจเต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ
• หน้ามืดหรือเป็นลม
• ขาบวม
• นอนราบแล้วเหนื่อย
• ออกกำลังกายได้น้อยลง
• ปวดร้าวไปแขน ไหล่ หลัง กราม หรือลิ้นปี่

ดังนั้น การตรวจประเมินโรคหัวใจ จึงไม่ได้มีแค่เพียงตรวจภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีการตรวจที่มากกว่านั้นมาก

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหัวใจ (Basic heart anatomy and functions)

1. โครงสร้างของหัวใจ

หัวใจเป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่คล้าย “ปั๊ม” ที่สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายตลอดเวลา เพื่อส่งออกซิเจนและสารอาหารไปยังอวัยวะต่าง ๆ และนำของเสีย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ กลับไปยังปอดเพื่อกำจัดออกจากร่างกาย

หัวใจทำหน้าที่อะไร? หน้าที่สำคัญของหัวใจคือ

• สูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
• รับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยกลับเข้าสู่หัวใจ
• ส่งเลือดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนใหม่และกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์
• ปรับปริมาณเลือดที่สูบฉีดให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เช่น ขณะออกกำลังกาย หัวใจจะเต้นเร็วและสูบฉีดเลือดมากขึ้น

หากหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ อวัยวะต่าง ๆ ก็อาจได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ จนเกิดอาการ เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือหายใจลำบาก

หัวใจมี 4 ห้อง

• หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ห้องบน 2 ห้อง และห้องล่าง 2 ห้อง
•  หัวใจด้านขวาทำหน้าที่รับเลือดจากทั่วร่างกายและส่งไปยังปอด ส่วนหัวใจด้านซ้ายรับเลือดที่มีออกซิเจนจากปอด แล้วสูบฉีดออกไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
• ระหว่างห้องหัวใจจะมี ลิ้นหัวใจ ทำหน้าที่คล้ายประตูเปิด–ปิด เพื่อให้เลือดไหลไปในทิศทางที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ

2. เลือดเดินทางไปทั่วร่างกายได้อย่างไร?

หัวใจและหลอดเลือดทำงานร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า ระบบไหลเวียนโลหิต โดยอาศัยหลอดเลือดแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่

  • หลอดเลือดแดง นำเลือดออกจากหัวใจไปยังอวัยวะต่าง ๆ
  • หลอดเลือดดำ นำเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ
  • หลอดเลือดฝอย เป็นหลอดเลือดขนาดเล็กที่ช่วยแลกเปลี่ยนออกซิเจน สารอาหาร และของเสียกับเนื้อเยื่อต่าง ๆ

การไหลเวียนของเลือดจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หัวใจไปยังอวัยวะต่าง ๆ กลับเข้าสู่หัวใจ ไปยังปอด และกลับมาสู่หัวใจอีกครั้ง

3. หัวใจเต้นได้อย่างไร?

• หัวใจไม่ได้บีบตัวแบบสุ่ม แต่มี ระบบไฟฟ้าหัวใจ คอยควบคุมจังหวะการเต้น
• สัญญาณไฟฟ้าจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอย่างเป็นจังหวะ ทำให้เลือดถูกสูบออกจากหัวใจอย่างต่อเนื่อง
• หากระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมได้

4. หัวใจเองก็ต้องมีเลือดไปเลี้ยง

• แม้ว่าหัวใจจะเป็นอวัยวะที่สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย แต่กล้ามเนื้อหัวใจเองก็ต้องการออกซิเจนและสารอาหารเช่นเดียวกับอวัยวะอื่
• หลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเรียกว่า หลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary arteries)
•
หากหลอดเลือดหัวใจเกิดการสะสมของไขมันหรือคราบพลัคจนตีบลง เลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจจะลดลง ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกแร
• หากหลอดเลือดเกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลัน อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart attack) ได้

5. การทำงานของหัวใจจึงมีหลายระบบที่ต้องทำงานร่วมกัน

หัวใจที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ “หัวใจบีบตัวดี” เท่านั้น แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายส่วน ได้แก่

กล้ามเนื้อหัวใจ – ต้องบีบตัวและคลายตัวได้ดี
ลิ้นหัวใจ – ต้องเปิดและปิดได้ตามปกติ
ระบบไฟฟ้าหัวใจ – ต้องควบคุมจังหวะการเต้นอย่างเหมาะสม
หลอดเลือดหัวใจ – ต้องนำเลือดและออกซิเจนมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ
หลอดเลือดและระบบไหลเวียนโลหิต – ต้องสามารถนำเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การตรวจหัวใจแต่ละชนิดจึงให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน ไม่มีการตรวจเพียงชนิดเดียวที่สามารถประเมินหัวใจได้ทุกด้าน

ตัวอย่างเช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ดูระบบไฟฟ้าและจังหวะหัวใจ ขณะที่ Echocardiogram ใช้ประเมินโครงสร้าง การบีบตัว และลิ้นหัวใจ ส่วนการตรวจ CT Calcium Score หรือ CCTA จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

การเลือกตรวจหัวใจจึงควรเลือกให้เหมาะกับสิ่งที่ต้องการค้นหา อาการของผู้ป่วย และความเสี่ยงของแต่ละคน

หลักการตรวจโรคหัวใจแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่
1. คนที่ไม่มีอาการผิดปกติ: ต้องการประเมินว่าเรามีโรคหัวใจซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ หรือเรามีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจขนาดไหน
2. คนที่มีอาการผิดปกติ : การตรวจโรคหัวใจจะเน้นไปตามอาการแต่ละชนิดของผู้ป่วย

1. ไม่มีอาการ แต่อยากตรวจสุขภาพหัวใจ ควรตรวจอะไรบ้าง?

ถ้ายังไม่มีอาการ เป้าหมายหลักคือ ประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต เช่น อายุ มีโรคความดันโลหิตสูง น้ำตาล เบาหวาน ระดับไขมันในเลือด การสูบบุหรี่ น้ำหนักและภาวะอ้วน การออกกำลังกาย มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย จากนั้นจึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่

การตรวจเลือด ประเมินสุขภาพหัวใจ ในคนที่ไม่มีอาการผิดปกติ

การตรวจพื้นฐานอาจประกอบด้วย
• การตรวจน้ำตาลในเลือด (Fasting glucose หรือ HbA1c)
• ระดับไขมันในเลือด ได้แก่ Total cholesterol, LDL-C, HDL-C, Triglyceride

ในบางรายอาจพิจารณา Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) เพิ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย หรือมีความเสี่ยงที่อธิบายไม่ได้จาก cholesterol แบบทั่วไป เนื่องจาก Lp(a) เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมสูงจึงสามารถช่วยในการประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มเติมได้

การตรวจ CT calcium score | การประเมินเส้นเลือดหัวใจตีบในคนที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่ชัดเจน

CT Coronary Calcium Score หรือ CAC Score เป็น CT ที่ใช้ตรวจหาปริมาณแคลเซียมในผนังหลอดเลือดหัวใจ หากพบ calcium ในหลอดเลือดหัวใจ หมายความว่ามีหลักฐานของ coronary atherosclerosis หรือคราบพลัคในหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นแล้ว

Calcium Score จึงมีประโยชน์ในบางคนที่
• ยังไม่มีอาการชัดเจน
• มีความเสี่ยงโรคหัวใจระดับหนึ่ง และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยวางแผนการป้องกันในระยะยาว เช่น การตัดสินใจว่าควรควบคุม LDL เข้มข้นเพียงใด หรือควรเริ่มการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่

CT calcium score กับ CT coronary angiography คือการตรวจเดียวกันหรือไม่?

CT Calcium Score เป็นการตรวจคนละชนิดกับ CT coronary angiography

Calcium Score วัดปริมาณ calcified plaque แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบอกโดยตรงว่าเส้นเลือดหัวใจตีบกี่เปอร์เซ็นต์ และแม้ CAC Score = 0 ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มี coronary plaque ทุกชนิด เพราะ plaque ในระยะแรกอาจยังไม่มี calcium หรือเป็น soft plaque ได้

ดังนั้น Calcium Score และ CT Coronary Angiography จึงตอบคำถามคนละเรื่อง 

การตรวจความหนาผนังหลอดเลือดคอ Carotid Intima-Media Thickness (CIMT)

Carotid Intima-Media Thickness หรือ CIMT คือการตรวจด้วยอัลตราซาวด์เพื่อวัดความหนาของผนังชั้นในของหลอดเลือดแดงคาโรติดบริเวณลำคอ ซึ่งเป็นหลอดเลือดสำคัญที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ศีรษะ และใบหน้า

การตรวจใช้เวลาไม่นาน ไม่เจ็บ และไม่มีรังสี โดยข้อมูลที่ได้สามารถช่วยประเมินการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดที่สัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแดงแข็งหรือ Atherosclerosis

CIMT คืออะไร?

CIMT ย่อมาจาก Carotid Intima-Media Thickness

โดยปกติแล้วผนังหลอดเลือดแดงประกอบด้วยหลายชั้น โดยการตรวจ CIMT จะวัดความหนาของ 2 ชั้นสำคัญ ได้แก่ 1. Intima คือผนังชั้นในสุดของหลอดเลือด ซึ่งสัมผัสกับเลือดโดยตรง และ 2. Media คือผนังชั้นกลางของหลอดเลือด

เมื่อหลอดเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการ Atherosclerosis ผนังหลอดเลือดอาจหนาตัวขึ้น และในบางคนอาจพบการเกิด คราบพลัค (Plaque) ร่วมด้วย ดังนั้น การตรวจ CIMT และอัลตราซาวด์หลอดเลือดคอจึงสามารถช่วยประเมินสุขภาพของหลอดเลือดและค้นหาหลักฐานของโรคหลอดเลือดในระยะที่ยังไม่มีอาการได้

ทำไมการตรวจ CIMT จึงมีประโยชน์?

โรคหลอดเลือดแดงแข็งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่หลอดเลือดหัวใจ แต่เป็นกระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นในหลอดเลือดหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย การพบผนังหลอดเลือดคอหนาตัวหรือมีคราบพลัค อาจเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น
• โรคหลอดเลือดหัวใจ
• กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย
• โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ที่อาจนำไปสู่การเกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาต
• โรคหลอดเลือดแดงแข็งในตำแหน่งอื่น ๆ โดยเฉพาะหลอดเลือดส่วนปลาย อาจนำมาสู่เส้นเลือดแขนขาขาดเลือด จนต้องตัดอวัยวะ

อย่างไรก็ตาม CIMT เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยง และไม่ควรใช้ผลตรวจเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยหรือกำหนดการรักษา แพทย์จะพิจารณาร่วมกับอายุ ความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด เบาหวาน การสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการตรวจ CIMT?

แพทย์อาจพิจารณาการตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวานหรือน้ำตาลในเลือดสูง สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควร รวมไปถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างแต่ยังไม่แน่ชัดว่าความเสี่ยงโดยภาพรวมอยู่ในระดับใด

จะเห็นได้ว่าการตรวจนี้ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน การเลือกตรวจควรพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

ถ้าตรวจพบ CIMT ผิดปกติหมายความว่าอย่างไร?

หากพบว่าผนังหลอดเลือดหนากว่าที่คาด หรือพบคราบพลัค แสดงว่ามีหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่สัมพันธ์กับ Atherosclerosis แพทย์จะประเมินร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และอาจแนะนำการดูแลเพิ่มเติม เช่น
• ควบคุมระดับไขมันในเลือด
• ควบคุมความดันโลหิต
• ควบคุมระดับน้ำตาล
• งดสูบบุหรี่
• ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
• ปรับรูปแบบการรับประทานอาหาร เช่น เน้นอาหารแบบ Mediterranean diet
• พิจารณาการใช้ยาลดไขมันหรือยารักษาปัจจัยเสี่ยงอื่นตามข้อบ่งชี้

โดยมีเป้าหมายหลักคือ ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต

ข้อพึงระวังในการแปลผลการตรวจ CIMT

การตรวจ CIMT เป็นการประเมินหลอดเลือดบริเวณลำคอ ไม่ได้เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง ดังนั้น ผล CIMT ปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคราบพลัคในหลอดเลือดหัวใจทั้งหมด และผล CIMT ที่ผิดปกติก็ไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดหัวใจจะตีบในระดับเดียวกันเสมอไป

หากต้องการประเมินหลอดเลือดหัวใจโดยตรง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอื่น เช่น CT Coronary Calcium Score หรือ Coronary CT Angiography (CCTA) ตามอาการและระดับความเสี่ยงของแต่ละคน

2. มีอาการผิดปกติ หรือสงสัยว่ามีการทำงานของหัวใจผิดปกติ ควรตรวจอะไรบ้าง?

การพิจารณาตรวจหัวใจ ขึ้นกับอาการที่ผู้ป่วยมาปรึกษา แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในแต่ละอาการ

2.1. เจ็บหน้าอก ควรตรวจหัวใจอะไร?

ถ้ามีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก เป้าหมายของการตรวจจะต่างจากคนที่มาตรวจสุขภาพ
คำถามสำคัญคือ “อาการนี้เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่?”

แพทย์จะดูทั้งลักษณะอาการ อายุ ปัจจัยเสี่ยง ความสัมพันธ์กับการออกแรง EKG และโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

ดังนั้นโดยเบื้องต้น แพทย์จะตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ก่อน รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อดูภาวะกล้ามเนื้อหัวใจได้รับการบาดเจ็บ เช่น troponin รวมไปถึงการตรวจเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น น้ำตาล ไขมัน เป็นต้น

จากนั้นจึงเลือกการตรวจเพิ่มเติม เช่น Echocardiography, Exercise Stress Test, Stress imaging หรือ CCTA ตามความเหมาะสม

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือ EKG คืออะไร?

EKG หรือ Electrocardiogram คือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ใช้ประเมิน
• อัตราการเต้นของหัวใจ
• จังหวะหัวใจ
• หัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด
• ความผิดปกติของการนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจ
• ความผิดปกติบางอย่างที่สัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือความผิดปกติของหัวใจ

EKG ใช้เวลาตรวจไม่นานและเป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญมาก แต่มีข้อจำกัดคือ EKG ปกติ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรคหัวใจหรือไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะ EKG เป็นข้อมูลของหัวใจในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่ทำการตรวจ

การตรวจ EKG ต่างการการตรวจ Echo หัวใจอย่างไร?

EKG ดู “ระบบไฟฟ้าของหัวใจ” จึงช่วยดูจังหวะและการนำไฟฟ้าของหัวใจ

Echocardiogram หรือ Echo ดู “โครงสร้างและการทำงานของหัวใจ” Echo ใช้อัลตราซาวนด์เพื่อดู

• ขนาดห้องหัวใจ
• การบีบตัวของหัวใจ ความแรงและการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหัวใจ
• กล้ามเนื้อหัวใจ
• ลิ้นหัวใจ
• ความผิดปกติของโครงสร้าง
• น้ำรอบหัวใจ และเยื่อหุ้มหัวใจ
• ข้อมูลเกี่ยวกับความดันภายในหัวใจบางส่วน

ดังนั้น EKG และ Echo ไม่ได้ใช้แทนกัน คนไข้บางรายการตรวจเพียงอย่างเดียวอาจให้ข้อมูลที่เพียงพอในการวินิจฉัยโรค แต่บางรายอาจจำเป็นต้องตรวจทั้งสองอย่าง ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นและโรคที่แพทย์ต้องการสืบหาคำตอบ ในบางรายอาจต้องตรวจด้วยเครื่องมืออื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วยซ้ำ

การวิ่งสายพาน | การเดินสายพาน | exercise stress test คืออะไร?

Exercise Stress Test (EST) หรือที่เรียกว่า การเดินสายพาน หรือ วิ่งสายพาน เป็นการประเมินหัวใจขณะที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อประเมินภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ/กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เนื่องจากในผู้ป่วยบางรายมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแต่ยังไม่รุนแรงจนแสดงอาการชัดเจน หรือความผิดปกติไม่มากพอจนตรวจพบด้วย EKG หรือ Echo ยังไม่เห็นความผิดปกติ ดังนั้นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกแรง เช่น การเดินหรือวิ่งบนสายพาน จะเป็นการกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น และหากผู้ทำการตรวจมีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ การออกแรงเหล่านี้จะทำให้แพทย์ตรวจพบความผิดปกติได้ชัดเจนมากขึ้น

ผู้ตรวจจะเดินหรือวิ่งบนสายพาน หรือปั่นจักรยาน พร้อมติดตาม EKG อัตราการเต้นหัวใจ ความดันโลหิต และอาการขณะออกแรง

จึงเหมาะในสถานการณ์ที่อาการมักเกิดเฉพาะเวลาออกแรง หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้นเมื่อออกแรง เช่น แน่นหน้าอกเวลาเดินเร็ว เหนื่อยผิดปกติขณะออกกำลังกาย ใจสั่นเวลาออกแรง เวียนศีรษะขณะออกกำลังกาย

Stress Test สามารถช่วยประเมินการตอบสนองของหัวใจระหว่างออกแรงและสมรรถภาพการออกกำลังกายได้

อย่างไรก็ตาม Stress Test ไม่ใช่การตรวจที่เหมาะกับทุกคน การเลือกใช้ต้องพิจารณาความสามารถในการออกกำลังกาย EKG พื้นฐาน และความน่าจะเป็นของโรคหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วย

การทำ CT ดูหลอดเลือดหัวใจ หรือ CT coronary angiography คืออะไร?

ถ้าคำถามหลักคือ “ในหลอดเลือดหัวใจมี plaque หรือจุดตีบหรือไม่?” แพทย์อาจพิจารณา CT Coronary Angiography หรือ CCTA

CCTA เป็น CT ที่ใช้สารทึบรังสีเพื่อสร้างภาพหลอดเลือดหัวใจโดยตรง จึงสามารถประเมินได้ทั้ง
• Coronary plaque
• Soft plaque
• Calcified plaque
• ตำแหน่งของรอยโรค
• ระดับการตีบของหลอดเลือด

CCTA จึงเป็นการตรวจเพื่อดู Anatomy ของหลอดเลือดหัวใจ รวมถึง plaque และบริเวณที่มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจโดยตรง ซึ่งให้ข้อมูลต่างจาก Calcium Score ซึ่งเน้นปริมาณ calcium ในหลอดเลือดเพื่อประเมิน “ความเสี่ยง” หลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ไม่ได้เห็นการตีบตันโดยตรง

ดังนั้นการตรวจหัวใจไม่ควรเลือกการตรวจจากคำว่า “CT หัวใจ” เพียงอย่างเดียว แต่ควรถามก่อนว่า เราต้องการตอบคำถามอะไร

ควรเลือกตรวจอะไร ระหว่าง CT coronary angiography หรือ CT calcium score?

ถ้าคำถามหลักคือ “ในหลอดเลือดหัวใจมี plaque หรือจุดตีบหรือไม่?” แพทย์อาจพิจารณา CT Coronary Angiography

เนื่องจาก CT Coronary Angiography สามารถมองเห็น คราบไขมันในหลอดเลือดที่ยังไม่มีแคลเซียม หรือ soft plaque ซึ่งการตรวจ CT Calcium Score อาจมองไม่เห็น นอกจากนี้ CTCA ยังช่วยบอกได้ว่า plaque อยู่บริเวณใดของหลอดเลือดหัวใจ และมีผลทำให้หลอดเลือดตีบมากน้อยเพียงใด

หาก CTCA พบว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบหลายตำแหน่ง หรือพบรอยตีบในตำแหน่งสำคัญของหลอดเลือด ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมโดยแพทย์โรคหัวใจ แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติเลยก็ตาม

ในขณะที่ Calcium Score ไม่สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้ได้โดยตรง เพราะการตรวจนี้บอกหลัก ๆ ว่าในหลอดเลือดหัวใจมีปริมาณแคลเซียมสะสมมากน้อยเพียงใด แต่ไม่ได้บอกตำแหน่งของการตีบหรือระดับความรุนแรงของการตีบได้อย่างละเอียดเหมือน CTCA

อย่างไรก็ตาม CT Calcium Score ยังเป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากในคนที่เหมาะสม และในหลายกรณีก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่มีคุณค่ากว่าการประเมินจากปัจจัยเสี่ยงหรือผลเลือดเพียงอย่างเดียว เช่น คนที่ไม่มีอาการและตรวจพบ LDL-C 112 mg/dL หากดูจากผลเลือดเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ดูสูงมากนัก แต่ถ้าตรวจ Calcium Score แล้วพบคะแนนประมาณ 150 ข้อมูลนี้อาจทำให้การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจเปลี่ยนไป และแพทย์อาจพิจารณาเป้าหมาย LDL ที่ต่ำลง รวมถึงการรักษาที่เข้มข้นขึ้นตามระดับความเสี่ยงของแต่ละคน

กล่าวง่าย ๆ คือ บางครั้งผลเลือดเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่บอกว่าในหลอดเลือดมี atherosclerosis เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ การตรวจ Calcium Score จึงสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเรื่องการป้องกันโรคหัวใจได้

ข้อดีอีกประการของ Calcium Score คือ ราคาต่ำกว่า ใช้เวลาตรวจไม่นาน และไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับบางคน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายหรือไม่จำเป็นต้องทราบรายละเอียดของหลอดเลือดมากเท่ากับ CTCA

สุดท้ายแล้ว ไม่มีการตรวจชนิดใดที่เหมาะกับทุกคน การเลือกว่าจะตรวจ CT Calcium Score หรือ CTCA ควรพิจารณาจากอายุ อาการ ปัจจัยเสี่ยง ประวัติครอบครัว ผลตรวจเลือด รวมถึงคำถามสำคัญว่า “หากผลตรวจออกมาแล้ว จะเปลี่ยนแนวทางการดูแลหรือการรักษาของเราหรือไม่”

การพูดคุยกับแพทย์ก่อนตรวจจึงช่วยให้เลือกการตรวจที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงทั้งการตรวจที่น้อยเกินไปและการตรวจที่เกินความจำเป็น

2.2 ใจสั่น ควรตรวจอะไร?

ถ้าอาการหลักคือ ใจสั่น หัวใจเต้นแรง เต้นเร็ว หรือรู้สึกเต้นไม่สม่ำเสมอ

คำถามสำคัญคือ “ตอนที่มีอาการ หัวใจกำลังเต้นเป็นจังหวะอะไร?”

เนื่องจากการเต้นของหัวใจ ไม่ว่าจะเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือจังหวะไม่สม่ำเสมอ มักถูกควบคุมโดยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ดังนั้น หัวใจสำคัญในการตรวจโรคใจสั่นคือการดูว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่มีอาการผิดปกติเป็นอย่างไร

ถ้ามีอาการใจสั่นขณะทำ EKG พอดี EKG อาจสามารถวินิจฉัยได้ทันทีแต่ปัญหาส่วนใหญ่คือคนจำนวนมากมีอาการเพียงไม่กี่นาทีแล้วหาย และเมื่อมาถึงคลินิก EKG กลับปกติ ในกรณีนี้อาจพิจารณา Holter monitoring

Holter คือเครื่องบันทึก EKG ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่น 24, 48 หรือ 72 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสจับจังหวะหัวใจในช่วงที่มีอาการ 

นอกจากการตรวจ Holter monitoring แล้ว อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อประเมินสาเหตุของใจสั่นที่อาจเกิดจากความผิดปกติของโรคอวัยวะอื่น เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น

2.3 เหนื่อยง่าย ขาบวม หรือนอนราบไม่ได้ ควรตรวจอะไร?

อาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของหัวใจ เช่น โรคหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลว ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน เช่น ปอดผิดปกติ ไตวาย ตับแข็ง ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำที่ขาหรือหลอดเลือดขาทำงานผิดปกติ การรับประทานยาบางชนิด เป็นต้น

ดังนั้น ในการตรวจอาการเหล่านี้แพทย์จึงอาจพิจารณาตรวจประเมินทั้งการทำงานของหัวใจ เช่น EKG, Echocardiogram และตรวจชนิดอื่นเพื่อดูสาเหตุที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ เช่น Chest X-ray, ตรวจเลือด ขึ้นกับประวัติ ความเสี่ยงโรค และอาการผิดปกติของแต่ละคน

2.4 หน้ามืดหรือเป็นลม ต้องตรวจหัวใจหรือไม่?

อาการหน้ามืดหรือเป็นลมมีสาเหตุได้หลายอย่าง ตั้งแต่ภาวะที่ไม่อันตรายไปจนถึงโรคหัวใจ การประเมินจะให้ความสำคัญกับลักษณะของเหตุการณ์ เช่น เป็นลมขณะออกแรงหรือไม่ , มีใจสั่นก่อนเป็นลมหรือไม่, มีเจ็บหน้าอกร่วมด้วยหรือไม่, มีโรคหัวใจเดิมหรือไม่, มีประวัติครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันหรือไม่ เป็นต้น

การตรวจประเมินสาเหตุทางด้านโรคหัวใจอาจประกอบด้วย EKG, Echocardiogram, Holter monitoring, Exercise testing หรือการตรวจอื่นตามสาเหตุที่สงสัย

ส่วนสาเหตุการหน้ามืดหรือเป็นลมจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่โรคหัวใจ ยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะโรคทางสมองหรือกลุ่มโรคลมชัก ภาวะโลหิตจาง การขาดสารน้ำหรือเกลือแร่ผิดปกติ และยังมีสาเหตุอื่นๆอีกมาก ดังนั้น ในการวินิจฉัยตรวจโรคเหล่านี้ จึงขึ้นกับการซักประวัติและตรวจร่างการโดยแพทย์เป็นหลัก

จำเป็นต้องตรวจหัวใจด้วยเครื่องมือทุกอย่างพร้อมกันหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่จำเป็น

การตรวจหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้แปลว่าจะให้คำตอบที่ดีกว่าเสมอไป แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการเลือกการตรวจที่สามารถตอบคำถามทางการแพทย์ได้ตรงที่สุด เช่น

ไม่มีอาการ แต่อยากทราบความเสี่ยง: เน้น Risk assessment + Blood test ± Lp(a) ± Calcium Score

เจ็บหน้าอกเวลาออกแรง: เน้น EKG + การประเมิน Coronary artery disease ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยง

ใจสั่นเป็นพัก ๆ: เน้น EKG + Holter monitoring

เหนื่อย ขาบวม นอนราบแล้วเหนื่อย: เน้น EKG + Echocardiogram ± การตรวจเพิ่มเติม

โดยสรุป เราควรตรวจหัวใจแบบไหนดี?

การตรวจหัวใจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของแต่ละคน

ไม่มีแพ็กเกจหรือการตรวจชนิดเดียวที่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับหัวใจได้ทุกเรื่อง

ก่อนเลือกตรวจ ควรตอบให้ได้ก่อนว่า

• มีอาการอะไร
• อาการเกิดเมื่อใด
• มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง
• มีประวัติครอบครัวโรคหัวใจหรือไม่
• ต้องการประเมิน “ความเสี่ยง” หรือกำลังค้นหา “โรคที่เป็นสาเหตุของอาการ”

เมื่อกำหนดคำถามได้ถูกต้อง การเลือกตรวจจึงจะมีประโยชน์มากที่สุด

การตรวจหัวใจจึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ตรวจอะไรได้บ้าง?” แต่ควรเริ่มจาก “เรากำลังต้องการหาคำตอบเรื่องอะไร?”

Last Updated 19th September, 2026.

คำถามที่พบบ่อย FAQ เกี่ยวกับ คำแนะนำการเลือกเครื่องมือตรวจหัวใจ

ไม่มีชุดตรวจมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคน การตรวจพื้นฐานมักเริ่มจากประวัติ ตรวจร่างกาย ความดันโลหิต และการประเมินปัจจัยเสี่ยง จากนั้นจึงพิจารณา EKG ตรวจเลือด หรือการตรวจเพิ่มเติมตามอายุ อาการและความเสี่ยง

EKG ปกติ แปลว่าหัวใจปกติหรือไม่?

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD) มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมได้ โดยผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง หรือลูก เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะหากเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม การมีประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคหัวใจแน่นอน เพราะความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร

ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร ควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ

EKG กับ Echo ต้องทำพร้อมกันหรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกคน เพราะ EKG และ Echo ตอบคำถามต่างกัน EKG เน้นระบบไฟฟ้า ส่วน Echo เน้นโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ

ไม่มีอาการ จำเป็นต้องทำ Echo ทุกปีหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่จำเป็นสำหรับทุกคน การทำ Echo ควรมีเหตุผลหรือข้อบ่งชี้ เช่น มีอาการ มีเสียงหัวใจผิดปกติ มีโรคหัวใจเดิม หรือแพทย์ต้องการประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ

ไม่มีการตรวจไหน “ดีกว่า” ในทุกสถานการณ์ เพราะใช้ตอบคำถามต่างกัน Calcium Score เหมาะกับการประเมิน calcified plaque และช่วยประเมินความเสี่ยงในผู้ที่เหมาะสม ส่วน CCTA ใช้ประเมิน coronary plaque และการตีบของหลอดเลือดหัวใจโดยตรงมากกว่า

ใจสั่น แต่ EKG ปกติ ต้องทำอย่างไร?

ถ้าอาการเกิดเป็นพัก ๆ EKG ตอนมาตรวจอาจไม่พบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณา Holter หรือเครื่องบันทึก EKG เป็นระยะเวลานานขึ้น เพื่อพยายามบันทึกจังหวะหัวใจขณะมีอาการ

เจ็บหน้าอกควรทำ Calcium Score หรือ CCTA?

ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ อายุ และความน่าจะเป็นของโรค Calcium Score เป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงมากกว่าการใช้หาสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอก ขณะที่ CCTA สามารถประเมิน plaque และการตีบของหลอดเลือดหัวใจได้ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยเจ็บหน้าอกทุกคนจำเป็นต้องทำ CCTA

เกี่ยวกับผู้เขียน (Author)

นพ.ต้องลักษณ์ ธีรศานติพันธ์ แพทย์ทางเดินอาหาร

อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ (Gastroenterologist and Hepatologist)

คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ | โรงพยาบาลธนบุรี

Ratchapruek Heart Clinic | Thonburi Hospital

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน ที่นี่

ปรึกษาเพื่อตรวจโรคหัวใจและโรคอายุรกรรม

หากคุณมีอาการผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจประเมินสุขภาพหัวใจ หรือหากต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
สามารถนัดหมายเพื่อตรวจ EKG และ Echo หรือตรวจเลือดเช็คสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางได้
ที่คลินิกหัวใจราชพฤกษ์โดยไม่ต้องรอคิวที่โรงพยาบาล

📌 ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป โดยอ้างอิงจากข้อมูลและแนวทางด้านสาธารณสุข และแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่สามารถทดแทนการให้คำแนะนำทางการแพทย์จากการตรวจรักษาจริงได้

📍 แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้ง หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *